ETERNAL SIGN รอยสัก ศิลปะที่อยู่กับเราไปจนวันตาย

ยุคสมัยก่อน หลายต่อหลายคนอาจจะมองว่าเรื่องของรอยสักคือสิ่งไม่ดี ไม่งาม ไม่ได้มองเป็นเรื่องของศิลปะ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามาก ถ้าเราจะมาถกเถียงกันในเรื่องของศิลปะ เพราะคำนี้มันยิ่งใหญ่ และสามารถตีความหมายได้ร้อยพัน การมองให้เป็นศิลปะ ต้องใช้วิจารณญาณของแต่ละคนว่าจะมองให้ออกมาแบบใด ใครจะคิดว่าดี ว่าสวย ว่าห่วย ว่าแย่ ก็ได้ ไม่มีใครผิด หรืออาจจะไม่มีใครถูกเลยก็ได้

ปัจจุบันรอยสักกับแวดวงบันเทิง-ดนตรี มีให้เห็นเกลื่อนตา มากมาย จนพาลคิดไปว่ามันเป็นแฟนชั่น แต่ฉุกคิดอีกที มันไม่น่าจะใช่ เพราะแฟชั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนไปตามสมัย ขาบาน ขากระดิ่ง ขาเดฟ แต่รอยสักมันเปลี่ยนไม่ได้ มันจะอยู่กับคนๆ นั้นไปจนวันตาย

 

รากเหง้าของรอยสัก

 

“รอยสัก” ศิลปะบนผิวหนังที่มีความเป็นมาอย่างยาวนาน แต่เดิมมีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรม ความเชื่อในท้องถิ่น ซึ่งคุณจุ๊กกรู หว่อง ทายาทคนที่ 2 ของจิมมี่ หว่อง ช่างสักที่ถือเป็นผู้บุกเบิกศิลปะรอยสักในเมืองไทย เล่าให้เราฟังว่า “ศิลปะรอยสักเป็นศิลปะเบื้องต้นที่ริเริ่มกันทำ เพราะมนุษย์เราต้องการความงาม และรอยสักก็เกิดขึ้นก่อนที่มีมนุษย์เราจะมีเครื่องนุ่งห่มซะอีก ซึ่งสมัยโบราณมนุษย์เราอาศัยอยู่ในป่า ไม่มีการแบ่งเขต แบ่งกลุ่ม เขาก็เลยทำรอย ทำสัญลักษณ์ เช่น สามเหลี่ยม ไม้กางเขน หรือรูปก้างปลาขึ้นมา เพื่อใช้ในการแบ่งกลุ่ม แบ่งเผ่าพันธุ์ เวลาเจอกันในป่า ก็จะได้รู้ว่าเป็นเผ่าพันธุ์ไหน มันก็เหมือนการแบ่งด้วยสี พอเจอ “เอ่อ อยู่กลุ่มนั้น กลุ่มนี้” และการมีสัญลักษณ์ มีรอยขีดที่อยู่บนผิวหนังเป็นร่องรอยจารึกไว้เพื่อเป็นการแบ่งกลุ่มทางวัฒนธรรม ก่อนที่จะเริ่มมีวัฒนาการ จากการใช้หมึกลูกไม้หรือพวกหินโบราณ นำมาบดละเอียดผสมเข้ากับน้ำ แล้วนำสีเหล่านั้นมาปิดลงบนบริเวณรอยแผล ทำให้สีต่างๆ ซึมเข้าไปในผิว จนกลายเป็นสีเกิดขึ้น” คุณจุ๊กกรู เท้าความให้ฟังในเบื้องต้น

นอกจากการทำในลักษณะนี้แล้ว ก็ยังมีการเปิดผิวเพื่อเอาเมล็ดพืชฝังเข้าไปในผิว ซึ่งบางประเภทก็มีนูนสูง นูนต่ำ นำเมล็ดพืชฝังเข้าไปในผิวแล้วก็เย็บปิด อันนี้ก็เป็นอีกแบบหนึ่งมันคล้ายๆ กับรอยสัก แต่ดูดุเดือดกว่า ไม่ค่อยได้รับความนิยม

“การกรีดผิวเป็นร่องๆ มีมาตั้งแต่โบราณแล้ว และแฟชั่นปัจจุบันก็นำมันกลับมา ดังนั้นเรื่องของรอยสัก มันมีทุกชนชั้น ทุกวัฒนธรรม บางคนอาจคิดว่ามันมาจากต่างประเทศ แต่จริงๆ บ้านเราเองก็มีพื้นฐานมาตั้งแต่สมัยโบราณ อย่างเวลาจะไปออกรบ นักรบต้องการกำลังใจ เราก็พึ่งไสยศาสตร์ การไปขอพร รดน้ำมนต์จากหลวงพ่อ หรือไปขอเครื่องลางของขลัง เป็นผ้ายันต์บ้าง สายสินบ้าง เพื่อเป็นการเสริมพลังใจให้ตัวเอง จากนั้นก็พัฒนามาเป็นรอยสัก เพราะไม่ต้องกลัวหาย มันติดอยู่กับผิวเลย อาจจะสักเป็นรูปเขี้ยวเสือ หอยเบี้ย ฤๅษีตาไฟ หรือควายธนู ด้วยความเชื่อสมัยโบราณที่ว่าสัตว์พวกนี้ เป็นสัตว์ทรงอิทธิพล พอสักลงไปบนผิวหนัง จะได้มีกำลังวังชาเหมือนเสือ สามารถหลบเร้นซ่อนกายไม่ให้ศัตรูได้เจอเราเหมือนเสือ และแข็งแรงทนเหมือนกับกระบือ หรือบางทีสักเป็นรูปสี่เหลี่ยมซ้อนๆ กัน ก็กลายเป็นเหมือนกำแพง เป็นเหมือนเกาะเพชร เวลาไปออกรบก็จะรู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่ป้องกันตัว เพื่อเวลาไปรบจะได้รู้สึกมั่นใจ เราจะไม่โดนตีรันฟันแทง เหมือนเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งเพื่อให้คนสมัยนั้นมีกำลังใจในการไปออกรบ มันเหมือนแรงกระตุ้นที่เกิดจากภายใน” คุณจุ๊กกรูเล่าต่ออย่างออกรส

ซึ่งวิวัฒนาการของรอยสักเริ่มมาจากประเทศจีน แล้วก็ค่อยๆ ขยายมาสู่บ้านเรา ที่เข้ามาจากเขมร พม่า เป็นเรื่องของมนต์ตรา พอศิลปวัฒนธรรมมันเจริญรุ่งเรื่อง มนุษย์ก็จะใช้รอยสักในอีกแง่มุมหนึ่ง นั่นคือเพื่อความหลงใหล เพื่อกามราคะ เพื่อตัณหา เพื่อเศรษฐกิจ การค้าขาย ประกอบธุรกิจให้เจริญก้าวหน้ารุ่งเรือง อย่างสักเก้ายอด สาลิกาลิ้นทอง นะหน้าทอง จะเห็นได้จากพักหลังๆ มานี้ พัฒนาการของรอยสักในบ้านเรา นอกจากยันต์ก็ยังจะมีเรื่องเกี่ยวกับเซ็กส์ เรื่องปลัดขิก ผู้หญิงโป๊ มันเปลี่ยนไปเป็นการเสพประเวณี และรอยสักก็มีวิวัฒนาการไปตามกรอบของมนุษย์

ปัจจุบันรอยสักมีความหลากหลาย มีรายละเอียดมากขึ้น และรอยสักไม่ใช่แค่ร่องรอยความเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่เป็นศิลปะบนผิวหนังที่ถูกออกแบบขึ้นอย่างงดงาม…

 

จุ๊กกรู หว่อง

Born This Way

 

ช่างสักฝีมือยอด ทายาทเจ้าพ่อสักแห่งเมืองไทย ด้วยเพราะการคลุกคลีอยู่กับเรื่องรอยสัก การสักมาตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้เขาซึบซับงานด้านนี้ไปโดยปริยาย “มัน Born This Way (ขำ) ตอนนั้นไม่คิดจะมาประกอบอาชีพนี้ คืออาชีพนี้มันบ้าเกิน ต้องบอกก่อนว่าพี่เป็นคนที่กลัวการทำให้คนเจ็บปวด กลัวคนเป็นลม กลัวคนชักน้ำลายฟูมปาก แต่ด้วยเพราะอยู่กับคุณพ่อ เห็นมาตลอด ต้องช่วยท่านวาดรูปเขียนรูป ออกแบบ แป๊ะก๊อปปี้ เป๊ะลายตั้งแต่เด็ก บางวันก็เห็นลูกค้าเป็นลมชักแงกๆ ก็มี เห็นแล้วมันกลัว คุณพ่อยังขำเลยว่า “แกจะทำได้เหรอ?” แต่พอทบทวนไปถึงอดีตรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านนี้อยู่บ้าง แต่เป็นพรสวรรค์แบบกล้าๆ กลัวๆ อยู่ดีๆ จะให้เอาเข็มมาจิ้มคน ซึ่งไม่ได้จิ้มแบบเดียวกับคุณหมอนะ ที่ครึ่งนาทีเสร็จ แต่นี่จิ้มอยู่หลายชั่วโมง

หากย้อนไปถึงจุดเริ่มของอาชีพช่างสัก ที่ริเริ่มมาจากคุณพ่อของเขา ที่ไปค้าขายอยู่แถวหน้าแคมป์ GI สมัยสงครามเวียดนาม มีทหารอเมริกันมาตั้งฐานทัพที่นครพนม “ตอนนั้นคุณพ่อก็ยังเป็นหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว ท่านทำอาชีพผ้ามัดย้อม เสื้อมัดย้อม เพ้นท์เสื้อขายแถวนั้น และก็เห็นพวกทหารฝรั่งสักกัน คือเขามีช่างสักของเขา เครื่องสักสมัยก่อนก็เป็นเหมือนปัจจุบันนี่แหละ อาจจะใหญ่หน่อย แล้วสีที่ใช้ก็ไม่หวือหวามาก แต่ไม่รู้ทำท่าไหนเกิดไปหลงรักอาชีพสักขึ้นมา ตอนนั้นจะเรียกว่าเป็นอาชีพก็ไม่ได้หรอก คือ 45 ปีที่แล้ว คิดว่าการทำอะไรแบบนี้มันจะเป็นอาชีพได้งั้นเหรอ (ขำ) แล้วด้วยความที่ท่านไปสนิทกับช่างสักคนอเมริกัน พอพวกอเมริกันยกฐานทัพกลับไป แคมป์ถูกปิดลง เขาก็ทิ้งชุดสักไว้ให้ชุดหนึ่ง ท่านก็เก็บเครื่องมือไว้ แล้วก็หาทำเลทำมาหากินใหม่ จึงย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ พอมาอยู่กรุงเทพฯ ก็สักไปด้วย ขายเสื้อมัดย้อมไปด้วย ไม่นานก็เป็นที่รู้กันว่าคุณพ่อเรามีเครื่องสัก สามารถสักได้บ้าง พอเริ่มสักเป็น สักได้ ก็เหมือนทำวิจัยนั่นแหละ ท่านก็เข้าไปแนะนำตัวตามโรงแรมต่างๆ ในกรุงเทพฯ ไปแนะนำตัวว่าเราสามารถสักได้นะ ถ้าอยากสักหรือมีอะไรก็โทรมาได้ ส่วนพี่ก็ต้องติดสอยห้อยตามไปช่วยยกกระเป๋า ไปตามโรงแรมทั่วกรุงเทพฯ ไปมาหมดแล้ว ไปเล่นสระว่ายน้ำเขา (หัวเราะ) ตอนนั้นถามว่ากลัวมั้ย ก็กลัวนะ เหมือนชีวิตต้องเปลี่ยนไปทุกวัน เข้าโรงแรมทุกวัน (ยิ้ม) ทำมาตลอดจนกลายเป็นอาชีพ อย่างที่บอกตอนแรกไม่คิดหรอกว่าจะทำเป็นอาชีพ อาจต้องทำอาชีพอื่นแต่ก็ทำอันนี้เสริม แต่โชคดีที่เราเป็นคนเริ่มก่อนคนแรก พอมีคนมาถามเรื่องรอยสัก เขาก็จะนึกถึงคุณพ่อ คุณจิมมี่ หว่อง และสมัยนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีอะไรเลย พอมีคนถามเขาก็บอกว่าจิมมี่ หว่อง ร้านสักอยู่แถวประตูน้ำ หลังจากที่เราไปแนะนำตัวตามโรงแรมต่างๆ บางวันก็เริ่มมีพนักงานโรงแรมโทรศัพท์มาเรียก “อ่ะ คุณจิมมี่ เวลานี้ๆ ให้ขนเครื่องมือ ขนสีไป” เราก็ยกขบวนกันไป บุกเบิกมาตั้งแต่ตอนนั้น

แล้วพอพี่อายุประมาณ 7-8 ขวบ พอจะวาดรูปช่วยเหลือคุณพ่อได้ระดับหนึ่งแล้ว ก็เริ่มทำ เริ่มลงสีในจุดเล็กๆ ก่อน ซึ่งคุณพ่อจะแนะนำเรากับลูกค้าว่านี่คือบุตร ตอนนี้กำลังฝึกวาดรูป กำลังฝึกการทำงานตรงนี้ เราก็ได้รับความเมตตา ความเอ็นดู บางทีเขาอาจจะเหลือที่เล็กๆ ให้เราลงสีเหลือง สีแดงบ้าง ลูกค้าเขาก็อนุญาต ก็เริ่มจากแบบนี้มาเรื่อยๆ และก็ฝึกภาษา ฝึกการใช้ชีวิตอยู่กับคนที่มีรอยสักด้วย”

ซึ่งคุณจุ๊กกรู ยังบอกว่าการจะเป็นช่างสักที่ดี ก็ต้องปรับตัวให้ไว ต้องอยู่กับคนสักให้ได้ พอปรับตัวได้ไวเราก็จะเข้าถึงจิตใจเขาได้ไวเช่นกัน

หลังฝึกฝนทั้งฝีมือ เทคนิคต่างๆ จนกล้าที่จะสักให้กับคนอื่น พร้อมหันมาเอาจริงเอาจริงกับอาชีพช่างสัก รูปโลโก้สิงห์ คือฝีมือการสักชิ้นแรกของเขา “มันน่ากลัวมาก!!!!! คือพี่กลัว (ขำ) ทำติดบ้างไม่ติดบ้าง ทำลึกไป ตื้นไป อันนี้ปัญหาในช่วงต้นๆ แต่พอทำไปเรื่อยๆ ประสบการณ์เริ่มมีแล้ว ค่อนข้างตื่นเต้น ต้องรับผิดชอบทั้งชิ้นงาน ก็เครียดนะ คงเหมือนกับการศิลปินที่ขึ้นคอนเสิร์ตครั้งแรกมั้ง (ยิ้ม) และการสักสมัยนี้ก็เปลี่ยนไปมาก พอมาเป็นลายสักแบบใหม่ เป็นรูปภาพที่สร้างสรรค์มากขึ้น เรื่องเทคนิคก็เปลี่ยนไป คือไม่ได้ใช้มือกับเข็มยาวๆ เหมือนสมัยก่อน แต่มันกลายเป็นมาใช้เครื่องที่มากับปากกาที่สามารถเข้าไปในผิวพร้อมกับหมึกกับสี การที่หมึกจะเข้าไปในพื้นผิวได้ต้องมีความเข้าใจมันนะ ไม่ใช่ว่าจิ้มอย่างเดียวนะ (ยิ้ม) จิ้มลึกไปก็ไม่ติด ตื้นไปก็ไม่ติด ฉะนั้นการทำรอยสักสมัยใหม่ ถ้าคนไม่รู้อาจคิดว่าอาชีพนี้โก้ น่าจะง่าย อย่างเดี๋ยวนี้มีเงินสามหมื่นก็สามารถไปซื้อเครื่องสักชุดนึง เปิดร้านสักไปเลย แต่จะดีหรือเปล่าอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผู้บริโภคบางคนก็ไม่ได้คิดอะไร อยากจะสักชื่อคนรักไว้ตรงหน้าอกว่า “รักสุดชีวิต” (ยิ้ม) คือตอนนั้นกำลังดูดดื่ม กำลังหลงใหลกันอยู่ แต่พอตีกันขึ้นมา ใครล่ะเดือดร้อนก็ช่างสักนี่แหละ ต้องมานั่งลบอีก (ขำ) ฉะนั้นเวลาหลงใหลกันอยู่ พี่จะมีข้อแม้ว่าไม่ทำให้ เห็นมานักต่อนักแล้ว ฉันรักเธอ เธอรักฉัน เดี๋ยวก็ตีกัน (หัวเราะ)

อีกอย่างสมัยนี้โชคดีตรงที่ว่าเครื่องไม้เครื่องมือ มันมีวิวัฒนาการไว อุปกรณ์ในการทำก็หาง่าย ไม่เหมือนสมัยก่อนจะสั่งทีนึงก็ยาก แต่สิ่งที่ยากของสมัยนี้ คือจะทำยังไงให้อาชีพนี้อยู่รอด นี่ก็สำคัญ เราต้องมีวิธีให้เขารักและเชื่อเรา มันเป็นเทคนิคอย่างหนึ่ง สมมุติมีบุคคลหนึ่งจะมาสักรูปอะไรบางอย่างที่เราคิดว่ามันประหลาดไป เราก็แนะนำให้เขาทำอย่างอื่น ไปหารูปอื่นมาทำ วันนี้สักแบบนี้สะใจ พอเวลาผ่านไป 5 ปี “อะไรว่ะ” เราต้องช่วยเขาคิดด้วย บางทีรอยสักมันฮาร์ดคอร์มาก ทำไปแบบนี้แล้ว เดี๋ยวเขาก็ต้องมีปัญหา ก็ต้องเลือกที่จะไม่ทำ หรือเบี่ยงเบนให้เขาไปทำตรงส่วนอื่น ที่มันมองเห็นยากกว่านี้ แล้วก็ต้องดูอายุ ดูวัยวุฒิเขาด้วย อายุ 18, 20 หรือ 23 เขายังอ่อนมาก ถ้าเราไม่ช่วยดูแลเขา ปล่อยให้เขาทำตามใจก็คงจะเต็มตัว บางทีเขาสนุก แต่ลืมคิดไปว่าหน้าที่การงาน การใช้ชีวิตมันไม่สอดคล้อง เพราะเขาต้องอยู่ต้องใช้ชีวิตอีกนาน เขาคือศักยภาพ คือหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ของรอยสักเรา เพื่อสายตาคนที่มองลงไปในรอยสัก ต้องทำให้มันเกิดความสุข  เกิดแรงบันดาลใจ ต้องชื่นชมมัน ช่วยให้สังคมมองรอยสักในมุมมองที่ดีขึ้น ถ้าใครมาสักกับพี่ ไม่ใช่ว่ามาถึงแล้วจิ้มๆ นะ หลังๆ มามีแต่คนบอกว่าพี่เรื่องเยอะ (ยิ้ม) “เอารูปอะไรนะ เอ่อแบบนี้เหรอ ไซส์นี้ๆ แล้วก็แอดเฟซบุ๊คมา แล้วจะส่งรูปไปให้ดูนะ กระตุ้นบ่อยๆ ถ้าเกิดไม่ลืมจะส่งให้ดู (ยิ้ม) ถ้าลืมคิดไม่ออกก็จะโพสต์ไปด่า แค่นั้นเอง (ขำ)”

แล้วคุณจุ๊กรูยังบอกอีกว่า รอยสักมันก็เกือบตายอยู่พักหนึ่ง เพราะด้วยพื้นเพบ้านเราไม่ชอบรอยสักอรรคระ สักยันต์กันอยู่แล้ว และด้วยการเผยแพร่การจับเด็กแว้น เด็กตีกัน มาถอดเสื้อถ่ายรอยสัก แล้วนำมาเสนอต่อสาธารณชน “บางทีสื่อกับอาชีพรอยสักก็เหมือนไม้เบื่อไม้เมากันนะ ทุกครั้งที่เห็นรอยสักจากเด็กแว้น โจรฆาตกรรม โจรข่มขืนอะไรพวกนั้น ทำไมต้องจับมันถอดเสื้อแล้วถ่ายรอยสักด้วยก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าเป็นประเพณีอะไร ทำไมคาแร็กเตอร์เหล่านี้มันถึงไปอยู่กับแบบนั้นได้ ซึ่งพี่เองก็พยายามทำให้คาแร็กเตอร์มันออกมาเป็นเรื่องสวยงาม ไม่ใช่ดูต่ำลง พี่ไม่ได้บอกว่ารอยสักจะต่ำหรือสูงนะ เพียงจะบอกว่าไม่ต้องมองมันเป็นเรื่องเ_ยๆ ก็น่าจะโอเคนะ (ยิ้ม) เราชอบให้ร้ายรอยสักกัน (ยิ้ม) แต่พอ แองเจลิน่า โจลี่ เขาสัก ตอนเล่นหนังเรื่อง Tomb Raider พอดาราบ้านเราเห็น ก็แห่ไปสักแบบเขา ตอนนี้ไปดูสิทั้งวงการสัก 5 แถวกันหมด ไม่อายเขาบ้างเหรอ? ฉันอายเขานะ (ขำ) ไม่ได้บอกว่ามันไม่ดี แต่มันสื่อให้เห็นว่าภาวะเราต้องการผู้นำ นั่นแหละ รอยสักก็มาฟื้นตอน แองเจลิน่า โจลี่ นี่แหละ คราวนี้ก็คึกคักกันใหญ่ แต่สักกันเฉพาะ 5 แถวนะ

แต่ก่อนหน้านั้นวงการบันเทิงบ้านเรา ก็มีดาราที่สัก อย่าง คุณต่าย-เพ็ญพักตร์ ศิริกุล เขาสักรูปหัวใจตรงเนินอกมาจากอเมริกา เป็นที่ฮือฮามาก ข่าวก็ช่วยประโคมว่ารอยสักทำให้ดูเซ็กซี่ ทำให้คนสมัยนั้นก็อยากจะมีรอยสักเหมือนพี่ต่าย เนี่ยแหละก็เลยบอกว่าสื่อกับรอยสักมันเป็นไม้เบื่อไม่เมากัน แต่พี่ต่าย เขาก็มาสักกับพี่นะ แล้วก็มีอังคนา ทิมดีก็มาสัก เขาก็เดินรอบประตูน้ำเลย ตอนนั้นไม่อินเตอร์เน็ต ก็เดินสุ่มหาเอา แล้วก็มีพีท ทองเจือด้วย แต่ดาราคนแรกที่พี่สักให้เลยนะ!!! จะรู้จักกันมั้ยเนี้ย!!! (ขำ) บอลลูน ทันมั้ยล่ะ? (ยิ้ม) เป็นนายแบบ เขามาสักรูปพระจันทร์กับพระอาทิตย์ (ขำ) นั่นไงไม่รู้จักหรอก (หัวเราะ) แล้วก็มีฮันนี่-ภัสสร บุณญเกียรติ, เจ เจตริน, ลูกเกด-เมทินี, โจ-จิรายุส, แมน ศุภกิจ, ปิ่น เก็จมณี, ซอนย่า คูลลิ่ง หรืออย่างเมย์ ภัทรวรินทร์ ที่สักมังกร เขาเป็นตำนานเหมือนกันนะ สมัยนั้นคนที่สักรูปใหญ่ๆ มีน้อย แล้วก็มีแท็ค ภรัณยู ส่วนนักร้อง นักดนตรี ก็มีโต มีน้าหมาน วงหิน เหล็ก ไฟ, ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล เขาก็รู้จักลูกเกด แล้วลูกเกด ก็รู้จักเรา พอมันเป็นการพูดปากต่อปากก็มีคุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี มาสัก มีคุณต๊อดกับคุณนุ่น มาสักในโอกาสแต่งงานครบรอบ 1 ปี ก็มาสักเป็นตัวอักษรชื่อของทั้ง 2 คน หรืออย่างทาทา ยัง นี่ก็ปีเตอร์ เป็นคนพามา แล้ว ทาทา ยัง ก็พาแนะนำเพื่อนมา มันลิงค์กันไปลิงค์กันมา ก็เลยคิดว่านี่อาจเป็นเรื่องโชคดีที่ทำงานสาขาอาชีพนี้ เป็นที่โดดเด่น ได้เพื่อนดี ได้อยู่ในวงจรที่ดี มันก็เลยพาไปสู่ความสุขทางด้านการใช้ชีวิตของช่างสักคนหนึ่ง เป็นเรื่องมหัศจรรย์นะ เพราะหลายคนรู้จักเรา โดยที่เราไม่รู้จักเขา

แล้วมีนางแบบต่างประเทศ Kate Moss รายนี้มีพนักงานโรงแรมโทรมา 

“เอ่อ!! ขอเชิญคุณจุ๊กกรู ไปที่ๆ หนึ่ง เตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ให้พร้อม เดี๋ยวจะมีรถจากโรงแรมมารับ ซึ่งจะมีลูกค้าคนพิเศษ อยากสักกับคุณจุ๊กกรู”

เลยบอกไปว่า “อย่ามาพูดอะไรบ้าๆ แบบนี้นะ ถ้าไม่บอกว่าใครก็จะไม่ไป” ก็วางหูใส่เลยนะ ไม่รู้ว่าจะให้ไปไหน (ยิ้ม) ลองคิดดูสิอยู่ๆ ก็โทรมาบอกแบบนี้ พูดเหมือนอายๆ ด้วย แล้วใครจะกล้าไป ไม่รู้ว่าจะไปไหน ไปเจอใคร สักพักเขาก็โทรมาใหม่

“คุณจุ๊กกรูค่ะ คุณจุ๊กกรู รู้จักนางแบบไหมค่ะ เป็นนางแบบต่างประเทศน่ะค่ะ ชื่อคุณเคท มอส”

“เอ่อ แบบนี้คุยกันได้” ก็คุยนั่นนี่ไป แล้วประมาณครึ่งชั่งโมง เขาก็ส่งรถมารับ พอไปถึงปุ๊บก็มี Marc Jacobs แล้วมีนางแบบที่เป็นภรรยาของมือเบสวง Red Hot Chili Peppers มีดัชเชสแห่งยอร์คอยู่ในห้องนั้นและเสด็จมาดูด้วย (ยิ้ม) มันก็ประหลาดดี เป็นชีวิตอัศจรรย์ใจดี (ขำ) แล้วตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่ามาร์ค จาค๊อบส์ นี่เป็นใครด้วย (ขำ) น่าจะเป็นความโชคดีที่เราได้รับการไว้วางใจจากบุคคลชั้นสูง

มีอีกกรณีหนึ่งฮามาก (ขำ) อันนี้เป็นพนักงานโรงแรมโทรมาเหมือนกัน บอกว่ามีเซเลบอยากสักแบบไพรเวท ให้พี่ขนของไปที่โรงแรม พี่ก็ถามว่าใคร เขาก็บอก “ไม่สามารถบอกได้จริงๆ ค่ะ” เอาแล้วไง แปลกๆ อีกแล้ว

“ทำไมไม่มาที่บ้าน ข้าวของพร้อมให้บริการ มันทำง่ายกว่า”

“ไม่ได้จริงๆ ค่ะ”

“ถ้าไม่บอกก็ไปไม่ได้นะ”

“คนสำคัญจริงๆ นะค่ะ”

“ไม่รู้ล่ะ ไม่บอกก็ไม่ไป” วางหูไป สักพักโทรกลับมาใหม่

“คุณจุ๊กกรูค่ะ คนนี้เขาเป็นศิลปินจากเกาหลี ชื่อคุณปาร์ค ยู ชอน คุณจุ๊กกรู รู้จักมั้ยค่ะ”

“ใครค่ะ (หัวเราะ) ไม่รู้จริงๆ ว่าคือใคร  

“เป็นนักร้องบอยแบนด์ ดงบังชินกิ ค่ะ”

“คนไหนค่ะ มีตั้ง 5 คน” (ขำ)

พอตกลงกันได้ว่าจะให้ไปที่โรงแรม แล้วจะส่งงานมาให้ดูก่อน ก็ไม่ส่งมา ส่งตอนเที่ยงของอีกวันที่ใกล้จะกลับ แล้วจะมาสักที่บ้านบ่าย 2 สักพักก็บอกว่าขอไพรเวทแบบส่วนตัว เราก็โอเค อย่างมากก็มาไม่เกิน 4 คน แต่รู้มั้ยไพรเวทของปาร์คยูชอน มากันกี่คน …รถตู้ 3 คัน (หัวเราะ) มาจอดเต็มหน้าบ้านไปหมด มีบอดี้การ์ดอีก 7 คน พอมาถึงปิดบ้านกูเลย (ขำ) คิดดูเคท มอส เขายังไม่ทำกับพี่ขนาดนี้ สรุปวันนั้นมาทั้งหมด 17 คน ไหนจะผู้จัดการ คนดูแลทั้งไทย เกาหลี (หัวเราะ) แล้วคิดดูแอร์ตัวแค่นี้ (ชี้ไปที่แอร์ตัวเล็กๆ) พอมาทุกคนมาก็นั่งแบบไม่มีใครออกไปไหนเลย แล้วเวลาพี่จะออกไปซื้อของก็ต้องค่อยๆ แง้มประตูออกไป ตลกมาก!!! แล้วนั่งอยู่นานๆ ก็ไม่มีอากาศหายใจ จะเป็นลมกันอีก เพราะมันไม่ให้เปิดประตู กลัวแฟนคลับเห็นจะแห่กันมา คิดดู ทาทามายังไม่ขนาดนี้ เขาก็ขับรถมาก็มาจอด เดินลงมาแค่นั้นเอง แล้วทาทา ก็เดินไปซื้อข้าว ซื้อน้ำที่เซเว่นเองคนเดียว นี่มึงเอารถมาจอด 3 คัน บังหน้าร้าน แล้วเวลากลับทำไงรู้มั้ย ให้การ์ดยืนต่อแถวกัน ทำมือคล้องเป็นโซ่ พี่ก็ยืนมอง เออเนอะ (ขำ)”

ซึ่งสิ่งที่แปลกของรอยสัก มันเหมือนกับสิ่งเสพติด คือถ้าเรากล้าที่จะมีรูปแรกแล้ว รูปต่อไปก็จะตามมา บางคนอาจเริ่มด้วยรูปเล็กๆ รูปหนึ่ง พอเวลาผ่านไปเดี๋ยวมันจะลามไปเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด และรอยสักไม่ใช่เรื่องของแฟชั่น แต่ถ้าคุณมองเป็นเรื่องของแฟชั่น ต้องบอกว่าคุณไม่นับถือตัวเอง “รอยสักไม่ใช่เรื่องตลก พี่ก็ไม่เห็นว่ามันจะแฟชั่นตรงไหน มันเปลี่ยนได้มั้ยล่ะ? มันไม่ใช่หมวกหรือแว่นหลุยส์ วิตตอง ที่จะเอามาใส่เมื่อไหร่ก็ได้ รอยสักมันจะติดอยู่กับเราไปตลอด ถ้าเลือกรอยสักเฮียๆ มาแปะในที่ประหลาดๆ ตายเลยนะ!! พี่ว่ารอยสักมันเป็นวินเทจ มันจริงจัง มันพร้อมจะเก่าไปกับเรา ฉะนั้นรอยสักที่เรามี ถ้ามันไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่ามันก็ไม่มีความหมายอะไรตั้งแต่แรกแล้ว พอมันไม่มีความหมาย แล้วชีวิตคืออะไร ลองไปค้นหาความหมายของชีวิตมาก่อน และก็ควรจริงจังด้วย ถ้าคิดว่ารอยสักไม่ดี ก็ไม่ต้องมาทำ ถ้าเลือกที่จะสักแล้วก็ไม่ควรลบ ถ้าลบนั่นแหละมันคือปัญหาชีวิตของคุณ ไม่เคารพชีวิตคุณเอง แล้วเวลาถอดเสื้อมาอายเขามั้ยล่ะ” (ยิ้ม)

ซึ่งเอกลักษณ์ในลายสักแบบคุณจุ๊กกรู ก็คือการพยายามเข้าใจความต้องการ ความประสงค์ ในรูปภาพรอยสักของคนทุกคนที่จะมาสัก ไม่ใช่คิดแต่จะทำอย่างเดียว ต้องช่วยในการสร้างสรรค์ เลือกที่ดีที่สุดให้ลูกค้า “เหมือนกับการเลือกชุดให้เขา ถ้ามีชุดที่สวย เวลาเขาดูตัวเองในกระจก เขาก็จะมีความรู้สึกภาคภูมิใจ อยากให้ทุกคนภาคภูมิใจในรอยสักของตนเอง พี่รักรอยสักพี่ทุกรอย และอยากให้ทุกคนภูมิใจด้วยว่าเราได้ร่วมงานกัน ถึงแม้มันจะเป็นรูปเล็กๆ หรือรูปอะไรก็ตาม พี่จำลายมือตัวเองได้ ต้องบอกเลยว่าถ้าใครเคยสักกับพี่ แล้วเผอิญไปเจอกันข้างนอก อย่ามาทักว่า “จำหนู/จำผมได้มั้ย” อย่ามาทักเดี๋ยวจะโดนด่าเปล่าๆ เพราะจำใครไม่ได้ (หัวเราะ)  แต่จงเปิดรอยสักให้ดู แล้วจะบอกว่าคุณจ่ายไปเท่าไหร่ ทำแล้วมีปัญหาแค่ไหน ไปลงกี่ที อันนี้จำได้ (ยิ้ม)

ส่วนเรื่องความถนัดนั้นต้องบอกว่าพี่ไม่มีแนวนะ เพราะพี่ความเข้าใจในทุกรอยสักว่าน่าจะเป็นแบบไหน มันควรจะเป็นยังไงมันถึงจะดี ถ้าเรากำหนดแนวก็เหมือนการกำหนดกรอบให้ตัวเอง แล้วความถนัดสำหรับพี่มันไม่มีจุดหมาย ไม่มีปลายทาง ไม่มีจุดสิ้นสุด เพราะเราต้องอยู่กับทุกความเข้าใจของคนที่จะมีรอยสัก ฉะนั้นตั้งแต่ซาตานยันนางฟ้า เราต้องมีความเข้าใจในทุกบันไดทุกสเต็ป เราต้องปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ มีความเข้าใจอย่างมากในวงกว้างๆ ว่ารอยสักมันจะเป็นไปในทิศทางไหน สวย ดี และมีความสุข นั่นแหละอาจจะเป็นความถนัดของพี่ (หัวเราะ) กว่าจะนึกได้ ตีความอยู่ตั้งนาน (ขำ)

ดังนั้นอยากให้จำใส่หัวไว้ด้วยถ้าไม่พร้อมจะสัก อย่าสาระแนมาสัก (ยิ้ม) ต้องรอบครอบ อย่าคิดว่ารอยสักเป็นเรื่องสนุก มันไม่สนุกนะ เพราะรอยสักมันลึกซึ้งกว่าการคบหาสมาคมกับคู่ชีวิต มันติดตัวเราไปตลอด เห็นอยู่ทุกวัน ถ้าเรามีรอยสักที่ไม่ดี มันก็จะทำให้เรารู้สึกแย่ไปตลอดชีวิต เห็นกี่ทีก็ไม่มีความสุข มันก็เหมือนกับว่าเรามีความพิการ หากรู้สึกว่ามันรก พลาดไปแล้ว ก็ควรจะไปลบซะ แต่ทางที่ดีอย่ามารอยสัก ถ้าไม่พร้อมทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ หาเงินให้ได้ด้วยตัวเอง มีการมีงานทำก่อน แล้วค่อยคิดจะสัก และควรจะหาข้อมูลของรอยสัก ควรรู้จักตัวเองให้มากขึ้น การจะมีรอยสักในรูปแรกๆ ไม่ควรจะมีรูปใหญ่ ลองรูปเล็กๆ ดูก่อน แล้วดูใจตัวเองว่าเรามีความเข้าใจมันแค่ไหน บางทีเราเห็นในหนังสือมันมันส์เหลือเกิน อยากจะมีเต็มหลัง จำไว้ว่ารอยสักมันยิ่งกว่าคู่ชีวิตอีก คู่ชีวิตมีมาแล้วก็มีไป รอยสักมีแล้วมีเลย ถึงจะลบออกมันก็เป็นรอย 

ยังไงก็ขอบคุณพวกเราที่ให้ความสนใจในศิลปวัฒนธรรมสาขานี้ ถึงแม้จะเป็นศิลปะแขนงเล็กๆ ที่อาจจะมีบทบาททางสังคมไม่มาก อาจจะมีความเข้าใจผิดกันบ้าง แต่รอยสักสำหรับพี่เองมันเป็นการพัฒนาทางด้านศีลธรรม คุณธรรม อยากให้ทุกคนมีรอยสักที่ดี เพราะการมีรอยสักที่ดี มันเริ่มจากภายในของเราก่อน ถ้าภายในของเราดี รอยสักก็จะดีตาม เราควรสำรวจตัวเองก่อน ก่อนจะไปสำรวจคนอื่นว่าเรารู้จักตัวเองแค่ไหน เพราะถ้าเราไม่รู้จักตัวเอง สิ่งที่ปรากฏอยู่บนผิว มันก็จะไม่มีความหมายอะไรกับเราเลย

www.tattoojimmywong.com 

 

วิธีการดูแลรักษารอยสัก

ทิ้งผ้าพันแผล เอาไว้ก่อนสักระยะ

รอยสักใหม่ คือแผลสด อาจทำในการเกิดแบคทีเรีย และการติดเชื้อได้ง่าย หลังสักเสร็จควรทิ้งผ้าพันแผลหรือพลาสติก ที่ช่างสักพันมาให้ไว้ซักระยะหนึ่ง แต่ไม่ควรนานเกินไป เพราะอาจทำให้แผลอบและเป็นอันตรายกับรอยสัก ฉะนั้นรอยสักใหม่ไม่ควรมีพลาสติกหรือสิ่งห่อหุ้มใดๆ ปิดแผลเอาไว้เป็นเวลานาน กลับถึงบ้านก็ควรแกะออกทันที

การดูแลรักษา

เมื่อแกะพลาสติกหรือสิ่งที่ห่อหุ้มออกแล้ว ต้องทำความสะอาดแผลด้วยน้ำอุ่น และผลิตภัณฑ์ของเหลวที่ใช้ฆ่าแบคทีเรียเบาๆ จากนั้นให้เอาผ้าขนหนูหรือกระดาษนุ่มๆ ตบเบาๆ เพื่อให้แห้งสนิท จากนั้นทายาที่จะทำให้ผิวหายไวขึ้น พยายามใส่เสื้อผ้าที่ถ่ายเทอากาศได้ดี ผิวจะได้แห้งไว

ผลิตภัณฑ์และโลชั่น (พิเศษ)

หลังจากนั้นยังต้องรักษาความสะอาดต่อไปเรื่อยๆ 3–5 วันด้วยโลชั่นที่ไม่ผสมน้ำหอม อย่างพวก Lubriderm หรือ Eucerin ก็ได้ เพื่อให้ผิวนุ่ม  

การทำความสะอาดร่างกาย

อาบน้ำได้แน่นอน แต่ควรทาวาสลีนเคลือบไว้ ซึ่งการอาบน้ำถ้ารอยสักถูกสบู่ก็ต้องรีบล้างออกโดยเร็ว ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้รอยสักต้องแช่อยู่ในน้ำนานๆ ประมาณ 2-3 สัปดาห์

การลอกหรือแผลตกสะเก็ด

เมื่อแผลจะตกสะเก็ดหรือมีการตกสะเก็ดมากเกินไป ก็ไม่ต้องตกใจ หมั่นทายาและรักษาความสะอาด เดี๋ยวมันก็จะหลุดออกไปเอง เมื่อสะเก็ดลอกอาจจะเริ่มคัน อย่าเกาหรือลอกสะเก็ดออกเป็นอันขาด ให้ใช้วิธีตบแก้คัน

เลี่ยงจากแสงแดด

ต้องเลี่ยงการโดนแสงแดด เพราะมันจะทำให้รอยสักเลือนและยังทำให้ความคมชัดของรอยสักหายไปด้วย ถ้าจำเป็นก่อนโดนแสงแดด ให้ใช้ครีมป้องกันแสงแดดที่มีค่า SPF30 เป็นอย่างน้อย

หากสามารถทำได้ตามคำแนะนำ ก็จะไม่ร้าวรานใจกับการสูญเสียความสวยงามของรอยสักที่อุตส่าห์ทนเจ็บหลายครั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งความภาคภูมิใจแน่นอน

Comments

Powered by Facebook Comments

One thought on “ETERNAL SIGN รอยสัก ศิลปะที่อยู่กับเราไปจนวันตาย

  1. “In other business, the board formally approved the move of three schools to the football bowl subdivision — massachusetts, south alabama and texas state.Umass and south alabama still must show that they can meet the attendance Discount NFL Jerseys on sale requirement by showing they average 15, 000 in actual attendance on a rolling two-Year basis.If the requirement is not met, they will receive a notice of noncompliance and enter a 10-Year probationary period.The board also approved applications for the men’s national collegiate hockey conference and the golden coast conference in women’s water polo.

    The couple was struck with the idea after 2013 Pro Bowl Jerseys taking their three children, who were talented high school baseball and softball players, to other instructional facilities in northern regions of the garden state.
    Now that corey brewer has left for the minnesota timberwolves and danilo youth nfl jerseys gallinari is still recuperating from a torn acl, fournier should be in position to grab minutes and opportunity under new coach brian shaw s system.

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>