ในยุค 90’s ชื่อของ เจ มณฑล จิรา คือ นายแบบ นักแสดง ศิลปิน ที่อยู่เบื้องหน้า On Spotlight แต่ชื่อของเขาตั้งแต่เข้ายุค 2000 เป็นต้นมาเขาวาง Position ตัวเองเป็น 2 พาร์ท ใหญ่ๆ ในแบบที่ 1 คือ ฐานะ Producer / Engineer เป็นสาย Music Production ใน Studio ซึ่งผลงานเป็นประจักษ์ทั้งในอดีตอย่าง 25 Hours / Slot Machine หรือคอนเซ็ปต์โปรเจ็กต์ของ เล็ก ฮิวโก้ ในอัลบั้มอย่างเรือสำราญราตรีอมตะ กับ D’electro ส่วนพาร์ทที่ 2 ก็คือหนึ่งในผู้บุกเบิกการจัดงาน Wonderfruit เทศกาลดนตรีเฉพาะทาง ที่ใหญ่ที่สุดงานนึงของบ้านเรา และเดินทางมาร่วม 11 ปีเข้าไปแล้ว ถ้าเราสังเกตให้ดีจะเห็นว่าเขามักจะทำผลงานในแนวทางของตัวเองเสมอ ในรูปแบบที่ดูเหมือน อินดี้สุดโต่ง แต่ ก็มีมุมมอง Music Industry / Music Business ที่เฉียบขาดเช่นกัน ซึ่ง 1 ในหลักฐานที่พิสูจน์เรื่องนี้ได้ดีก็คือ ผลงานชิ้นใหม่ The Enfold Sessions กับ 13 เพลงในแนวทางที่เฉพาะตัว และน่าสนใจมาก ที่มาของผลงานชิ้นนี้จะทำให้รู้ว่าผู้ชายคนนี้ มีแนวคิดที่เจ๋งขนาดไหน เราจะมาสัมผัสกับมุมมองสุดเฉียบแหลมของผู้ชายคนนี้
งาน 2 ส่วนใหญ่ๆ ที่รับผิดชอบในทุกวันนี้
เจ : ผมทำงาน 2 พาร์ทใหญ่ๆ ก็คืองานใน Studio ที่เป็นงานพวก Mix เสียง Producer เรียกว่างาน Indoor ก็ได้ (หัวเราะ) ส่วนงาน Outdoor ก็จะจัดงานเทศกาล Wonderfruit ที่จัดมาปีนี้ปีที่ 11 แล้ว ช่วงนี้จะเริ่มเข้าช่วงเตรียมงาน Wonderfruit ก็ยังไม่ยุ่งเท่าไหร่ แต่ช่วงครึ่งหลังของปีน่าจะยุ่ง ตอนนี้ส่วนใหญ่ก็จะเร่งจบพวกงาน Mixing Produce มากกว่า ก็ทำควบคู่กันไป
กับ Wonderfruit ที่จัดมาถึง 11 ปี การดำรงตัวตนในวันที่ Music Festival เกิดขึ้นมากมาย มีแนวทาง วิธีคิดอย่างไร
เจ : คือตั้งแต่ต้นเราวางแผนเอาไว้ว่างานของเราจะต้อง “เฉพาะทาง” นิดนึง ซึ่งมันจะไม่เป็นที่รู้จักเท่าเทศกาลทั่วไปแน่ๆ เรารู้ว่าถ้าเราตามเส้นทางนั้นยังไงก็ยาก ตั้งแต่ 2014 ที่เราเริ่มคิด เราอยากให้คนที่มาดูงานของเรา สนใจแบรนด์ของเรา มากกว่าที่จะมาดูว่า ศิลปินที่มาจะเป็นใคร พอในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มันเริ่มเป็นอย่างนั้นแล้ว มันทำให้เราไม่ต้องห่วงเรื่องศิลปิน เพราะศิลปินที่เราเลือก ที่อื่นก็จะไม่ได้เลือกอยู่แล้ว เราขอให้มีคุณภาพ น่าสนใจ ไม่ต้องมีชื่อเสียงมากก็ได้ ก็เลือกสิ่งที่เราอยากดู หาดูยาก มันกลายเป็นระบบที่ดี มันทำให้ Line Up เราหลากหลาย จนหลังๆ พอเราเปิดขายบัตรก็แทบจะหมดตั้งแต่แรกแล้ว เพราะเขาเชื่อ แบรนด์ของเรา คนที่มารู้ว่า แม้จะไม่รู้จักวงเลยสักวง แต่เขาจะได้เจอสิ่งที่ชอบ เรามองว่าความสำเร็จของตรงนี้คือ เราไม่ต้องขึ้นชื่อศิลปินเพื่อขายงานเรา ซึ่งกลับกันหลายๆ เทศกาลดนตรีก็อยากเป็นแบบนี้ แต่แน่นอน เราก็ต้องค่อยๆ สร้างนะ 3-4 ปี แรกก็ยาก ช่วงแรกคนก็แบบ มันคืองานอะไรวะ ใครมาเล่นไม่รู้จักเลย (หัวเราะ) จนพอเข้าปีที่ 4-5 คนก็เริ่มเข้าใจ คนที่ทำเทศกาลดนตรีใหม่ๆ ต้องยอมตรงนี้ หลายคนพอเริ่มเข้ามาทำ ก็อยากได้แบบวงดังเลย จะได้รายได้ ซึ่งมันไม่เป็นแบบนั้นแน่
จุดขายของ Wonderfruit
เจ : ประสบการณ์ทั้งหมด ดนตรี อาหาร บรรยากาศ Wellness คือถ้าเราเอาแค่ดนตรีชูอย่างเดียว คืองานอื่นๆ อาจจะทำได้นะ แต่งานของเราทำแบบนั้นไม่ได้
กับผลงานอัลบั้มใหม่ The Enfold Sessions ที่ลิงค์กับงาน Wonderfruit
เจ : ต้องย้อนความไปที่งาน Wonderfruit 2023 ปีนั้นเราตั้ง Stage ขึ้นมาใหม่เรียกว่า Enfold เวทีนี้เป็นเวทีสำหรับเพลง Ambient โดยเฉพาะ ซึ่งจะมีพวกเครื่องเสียงแบบ 360 องศา ซึ่งเทศกาลดนตรีของเราเป็นที่แรกที่มี 2 เวทีที่เป็นแบบนี้ เราทำเวทีนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะให้คนได้ไปพักผ่อน คืองานของเราสมมติเริ่มวันพฤหัสบดี ไปจบที่วันจันทร์ เราก็อยากให้มีสักเวทีนึงที่จะให้คนได้ Calm Down ลงมา คราวนี้พอเราจะทำ Stage นี้เราก็เลยต้องเป็น Host ของเวทีนี้เอง ก็เลยแต่งเพลงเพื่อไปแสดงในรูปแบบของ Ambient D.J. Mix เพราะเราก็ทำตรงส่วนนี้อยู่แล้วก็แต่งเพลง 90 นาที เพื่อโชว์แล้วก็ซัพพอร์ตกับระบบเสียง Visualizer ต่างๆ ปรากฏว่าฟีดแบคดี ก็เลยลองตัดสินใจที่จะ Release เป็นผลงานออกมา
การจุดประกายกับเส้นทาง Ambient Artist
เจ : เอาจริงๆ ตลาดนี้มีผู้เล่นเยอะมาก ไม่ใช่ที่เมืองไทย แต่หมายถึงทั่วโลกคนที่ทำ Ambient Music มีมากมาย แต่จะมีจุดน่าสังเกตนึงอย่างนึงคือหลายครั้งคนเหล่านี้ “ไม่มีตัวตน” คือทำเพลงจาก AI คราวนี้ในปีที่ผ่านมาค่ายใหญ่ๆ เขาก็พยายามจะ Crack Down ศิลปินที่ไม่ตัวตนเหล่านี้ พอเราอยากที่จะลองทำ เลยเริ่มจากเสนอผลงานกับ Karma Sounds ซึ่งก็คือค่ายเพลงของ Karma Studio หลายคนน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว ช่วง Covid เขาเปลี่ยนจาก Studio มาเป็น Music House ที่ทำ Wellness Music / Sleep Music / Ambient Music ซึ่งกลายเป็นว่ายอด Stream เยอะมาก เยอะกว่าศิลปิน Pop เสียอีก ซึ่งมันน่าสนใจมาก มีคนนึงมาจากประเทศอังกฤษเขามาอยู่บ้านเรา เล่นแต่เปียโนแบบ Pure Chill มี Cover บ้าง แต่งเพลงใหม่บ้าง ซึ่งชีวิตเขาเปลี่ยนเลย ตลาดใหญ่กว่าที่คิดมาก
นับ 1 ในฐานะ Ambient Music Artist
เจ : คราวนี้พอเรารู้สึกว่าอยากจะมีส่วนที่มีผลงานตรงนี้เลยให้ Karma เขาช่วยไป Present Platoon Music ที่เป็นค่ายเพลงของ Apple ซึ่งตอนแรกเขาก็ไม่ได้สนใจนะ เขาให้เหตุผลว่า ศิลปินแบบเรามีเยอะมากที่ทำ Ambient Music / Sleep Music ที่มานำเสนอกับ Platoon ด้วย แต่พอมาในปีที่ผ่านมา เขามีการ Crack Down กับ AI Music แล้วพอเรามี Artist Profile แล้ว เขาก็เลยติดต่อกลับมาว่าสนใจที่จะ Distribute สนใจที่จะ Release ทำ Promotion ให้ แล้วก็ทำ Dolby Atmos ให้เราด้วย เราก็เลยได้ออกอัลบั้มนี้ในปีนี้ ก็ต้องขอบคุณ AI ที่ทำให้ผมกลับมาเป็นศิลปินอีกครั้ง (หัวเราะ)
วิธีการทำงานใน The Enfold Sessions
เจ : วิธีทำเพลงผมก็ทำเพลงแบบที่ทำใน Pop Music ก็คือทำไปทีละเพลง จริงๆ ผมทำไปทั้งหมด 19 เพลง ที่มันจะต่างออกไปก็คือ ผมเป็นคนที่ชอบเรื่องของ Detail Production ผมก็เลยสามารถเติม Layer ลงไปในเพลงในส่วนต่างๆ ได้ ไม่ใช่แค่ทำให้มันล่องลอยไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นคนที่ฟังเพลงลึกหน่อยก็จะได้ยิน Structure ที่เหมือนเพลงบรรเลงทั่วไป แต่ถ้าเป็นคนฟังที่ชอบฟัง Ambient Music ทั่วไปก็สามารถฟังแบบปกติได้เลย ใช้พักผ่อน เปิดตอนนอน ในอัลบั้มนี้ เพลงมันจะช้ากว่าปกตินิดนึง มีรายละเอียดเช่นจาก 8 บาร์เปลี่ยนคอร์ด อาจจะเป็น 16 บาร์ หรืออาจจะมีท่อนที่เป็น Ear Candy เราจะใส่รายละเอียดอะไรแบบนี้ลงไป แต่ก็จะไม่รบกวนหูคนฟังมากจนเกินไป เพราะกรอบของเราอยู่ที่ Sleep Music เรารู้ว่าคนฟังต้องการ Relax แต่ในมุมนึงเวลาเราเอาไปเล่นสด เพลงมันก็ควรจะมีน้ำหนักหน่อย ไม่ลอยมากเกินไป เราก็เลยดีไซน์มา 2 แบบ ถ้าเป็น Live Version จะมีย่านต่ำเยอะหน่อย ซึ่งสรุปแล้วมันก็เป็นความชอบของผมเองแหล่ะ (หัวเราะ) เราเป็นคนชอบซาวด์ ก็อยากจะให้มี Texture ผสมด้วย
แต่ในความ ซน แบบ เจ มณฑล เราจะตัดขอบยังไงไม่ให้มันเกินเขตของ Sleep Music
เจ : ผมจะใช้วิธีวางว่า เราสามารถ Mix แบบนี้เพื่อสำหรับใช้โชว์แบบ Live Music แต่สำหรับ Final Mix เพื่อฟังใน Platform ต่างๆ เราก็จะ Tone Down ลงมาหน่อย แต่เอาจริงๆ ตอนทำงานก็แอบแบ่งยากนะ เพราะเราก็ซนแหละ ก็เป็นตลอดตอนทำอัลบั้ม (หัวเราะ) ดึงนั่นลง เพิ่มตรงนี้ขึ้น Mute ตรงนี้ มันก็เป็นสวนสนุกของเรา แล้วก็ทำค่อนข้างเร็ว เราทำทั้งหมดภายใน 4 อาทิตย์
ในวิธีการทำเพลงใน Sleep Music แบบนี้ เราจะเริ่มต้นงานได้อย่างไร
เจ : ผมจะเริ่มด้วย 2-3 วิธี บางครั้งผมจะเริ่มจาก Chord Progression ก่อน มาจากตัว Synthesizer PAD พอเจอทางคอร์ดที่มันสวยงาม ให้ความรู้สึกหน่อย ไม่มี Tension Chord ที่มากเกินไป ผมก็จะเริ่มจากตรงนี้ หาทางคอร์ดที่ไม่ซับซ้อน หรืออีกวิธี ก็เข้าไปใน Sampler ของผม ผมจะมีตัว Multi Voice 8 Track Sampler ผมจะทำ Sampler ยาวๆ อัดลงไป แล้วไป Loop มันอีกที อย่างเพลงสุดท้ายในอัลบั้ม Views from Ashore ที่ผมทำกับ Christopher Willits เพลงนี้ผมใส่ Loop ที่เป็นเสียง Rhodes Piano เข้าไปใน Sampler แล้วให้มัน Ping Pong ไป กลับ
อย่างการทำงานกับ Christopher Willits เกิดขึ้นได้อย่างไร
เจ : ก่อนหน้า Wonderfruit ปี 2023 เรามี Event ที่กรุงเทพฯ คือคุณ Christopher Willits เขาเป็น Ambient Musician ที่เป็นคนคิดค้นระบบ Envelop เราเชิญเขามาเล่นที่งานของเรา แล้วก่อนหน้า 2-3 เดือน เราเชิญเขามานั่งที่ Studio เขาก็เอาระบบของเขามาให้เราดู ซึ่งนอกจากเราเชิญเขามาเล่นที่ Enfold Stage แล้ว เราก็ส่งเพลงที่เราทำให้เขาฟัง เขาก็สนใจที่จะมาแจมด้วย แล้วส่วนตัวผมก็เป็นแฟนเพลงเขาตั้งแต่เริ่มทำเพลงในรูปแบบ Techno Music ใหม่ๆ มันก็เหมือนกับได้ทำงานกับไอดอลในสายงานนี้ แล้วที่พิเศษอีกอย่างก็คือในวงการ Ambient Music จะมีคนที่เป็นเจ้าพ่อเลยอย่าง Brian Eno และ Ryuichi Sakamoto ซึ่งตัว Christopher Willits เป็นคนที่ร่วมงานกับ Ryuichi Sakamoto เหมือน Ryuichi จะชอบผลงานของ Chris พอผมได้ร่วมงานกับ Chris เขาก็ช่วยแนะนำงานของผมให้คนเหล่านั้นได้รู้จักไปด้วย
จุดมุ่งหมายของอัลบั้มนี้
เจ : จริงๆ เราอยากทำออกมาให้คนได้ฟังแล้วรู้ว่ามันมี Community Music แบบนี้อยู่นะ ยิ่งสมัยนี้ในวันที่ทุกอย่างมันรวดเร็วไปหมด ดนตรีแบบนี้จะเป็นมุมกลับจากจุดนั้น เราตั้งใจสัก 10 นาที ไม่ทำอะไรอยู่เฉยๆ แค่ฟังดนตรี อีกอย่างนึงคือยุคนี้เป็นยุคของ Wellness ที่คนหันมาสนใจสุขภาพมากขึ้น ดูแลตัวเอง ควรจะมีดนตรีอะไรที่มาบำบัดตรงนี้ เราก็เลยอยากทำในส่วนนี้ออกมา ซึ่งถ้าเรานำเพลงเหล่านี้ออกไปแสดงได้ ก็เป็นส่วนนึงของ Community Ambient Music ตอนแรกเราอยากปล่อยอัลบั้มนี้เป็น 2 พาร์ทนะ เพราะมันยาวตั้ง 90 กว่านาที แต่ตอนนี้ก็แบ่งเป็น 3 DISC เผื่อไว้ทำ Physical
มีสิ่งนึงที่น่าสนใจในความเป็น เจ มณฑล คือ แม้จะทำงานที่ดูสุดโต่ง แต่ก็วิเคราะห์ ดูภาพรวมจากอะไรที่เป็นเชิงพาณิชย์ด้วย เริ่มเข้าใจตรงจุดนี้ได้อย่างไร
เจ : มันเป็นเพราะเราศึกษา Genre ดนตรีต่างๆ ยกตัวอย่าง เราเห็นดนตรี Rock มันแตก Genre ออกไปมากมาย เราเริ่มเห็นการแตกแยกของ Genre ดนตรีต่างๆ จนกลายเป็นว่า ศิลปิน 1 คน คือ Genre ของดนตรีนั้นเลย มันทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย วันนี้ มันไม่ใช่การดู Genre แต่ทุกคนต้องสร้าง Identity ของตนเองมากกว่า เพียงแต่ทุกคนต้องการ คำ ที่ Identify ให้รู้ว่ามันคืออะไร ในยุคนี้ไม่ใช่แค่ฟังแต่เพลง Rock อย่างเดียวแล้ว มันเป็นยุคที่แบบ เออ เราชอบศิลปินคนนี้ ยิ่งเด็กสมัยใหม่เขาไม่สนเลย มีแค่ชอบ หรือไม่ชอบเท่านั้น โดยไม่สนว่าแนวอะไร เอาเข้าจริงๆ ปัญหาอยู่ที่คนยุคเราๆ นี่แหละ ซึ่งเราอาจจะตามไม่ทัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า งานนั้นมันไม่ดี เพียงแต่ต้องยอมรับตัวเองให้ได้ว่า เออ เราไม่เข้าใจ
กับการที่เข้าใจ Positioning ผลงานที่ตัวเองทำ
เจ : คือเราเป็นคนที่รู้อยู่แล้วว่าสำหรับงานของเราเองยังไงมันก็เป็น Niche เราไม่ได้อยากทำผลงานสำหรับนักฟังเพลงทั่วไป เราอยากทำผลงานที่เน้นในส่วน Production ของเรา อย่างพวก Sound Design / Texture ต่างๆ เพราะเราชอบตรงนั้น ใครที่อยากจะตามมาเพราะชอบในส่วนนี้ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ามองว่ามันยากไป ก็ไม่เป็นไร เพราะก็มีอย่างอื่นให้เขาฟังเยอะมาก เพียงแต่เราไม่ได้เป็นคนที่ทำเสิร์ฟให้พวกเขาแค่นั้น
ฝากอัลบั้ม The Enfold Sessions
เจ : .ผมแบ่งให้ 2 กลุ่มเลยใครที่เป็น Deep Listener อยากฟังพวกรายละเอียดของซาวด์เตรียมหูฟังดีๆ หรือมีระบบ Dolby Atmos ลุยได้เลย มีหลายอย่างให้ฟังแน่นอน แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ฟังลึกมาก เราก็แนะนำให้เปิดฟังผ่านๆ ฟังเพื่อพักผ่อนที่บ้านได้เลย กำลังทำกับข้าว อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย โยคะ เปิดได้เลย ก่อนนอน ตื่น เปิดฟังได้เลย มันเป็นเพลงที่สามารถใช้เริ่มต้นวันได้ บางทีถ้าทำแล้ว Feedback ดี ผมอาจจะสร้าง Wellness Music Festival ก็ได้นะ (หัวเราะ)





































