Weapon Loading
ประวัติศาสตร์แห่ง Multi Effect มันถูกเริ่มต้นในช่วงต้นๆ ยุค 80’s จุดประสงค์หลักๆ ของสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการที่ทำไมเวลาเราไปเล่น จะต้องขนอุปกรณ์อะไรไปเยอะแยะ ทำไมต้องทำให้เนื้อที่บนเวทีต้องเสียไป การดูแลรักษาก็ลำบาก ไหนจะมีแอมป์ ยังต้องบอร์ดเอฟเฟ็กต์อีก ความรู้เรื่องระบบไฟต่างๆ โอเคล่ะ ถ้าเป็นศิลปินใหญ่ๆ มีผลงานการจะแบกของหนักๆ มากๆ มันก็คงไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือคนทั่วไป ลองคิดภาพตามว่าในยุค 80’s ที่เป็นยุคเริ่มตั้งไข่ของดิจิตอล การเซ็ตระบบต่างๆ ก็ยังไม่ลงตัว นักดนตรีที่เป็นระดับผู้เล่นธรรมดาจะทำยังไง ใช่ พวกเขาไม่มีทางที่จะมีทีมงาน แอมป์ เอฟเฟ็กต์แสนแพงได้ทุกคน การที่ทุกคนจะต้องไป “ตามมีตามเกิดหน้างาน” เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การจะทำให้ทุกสิ่งเหล่านี้สามารถบริหารจัดการได้ง่ายๆ คือเป้าหมายของแบรนด์ชั้นนำหลายๆ แบรนด์ การค้นคว้าต่างๆ จึงเกิดขึ้น บนพื้นฐานของการทดลองระบบ Digital มันจึงเกิดเทคโนโลยีเกี่ยวกับ Effect มากมาย จากยุค 80’s ถึงวันนี้ปี 2018 ด้วยการทดลอง จึงเกิดเป็นการแข่งขันขึ้น จุดเริ่มต้นของสงคราม Multi Effect กำลังจะเปิดฉากขึ้น
The Player
ก่อนที่เราจะไปเล่าเรื่อง เกี่ยวกับสงคราม Digital Signal เรามารู้จักเหล่าผู้เล่นหลักที่อยู่ในสนามนี้ กันสักหน่อย พวกเขาก็คือแบรนด์เครื่องดนตรีชั้นนำของโลกทั้งนั้น นี่คือผู้เล่นหลักๆ ของ การแข่งขันครั้งนี้
Boss


ต้นน้ำแห่งเหล่าเอฟเฟ็กต์ สมัยใหม่ของยุคปัจจุบันอย่างไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ตัว Boss เองในตอนแรกก็คือแบรนด์ย่อยของ Roland ก่อนจะตั้งเป็นเอกเทศ แยกเป็น Boss อย่างที่รู้จักกัน (แต่ก็ยังร่วมผลิตกับ Roland เรื่อยๆ) Boss ผลิตเอฟเฟ็กต์ที่จะเรียกว่าเป็นต้นแบบ ให้กับเหล่า Multi Effect ทั่วโลกก็ว่าได้ เริ่มจากในปี 1976 เอฟเฟ็กต์ Boss CE1 ได้ถูกผลิตขึ้นมา มันเป็นเอฟเฟ็กต์ที่รวบรวมเอา Chorus, Vibrato รวมไว้ด้วยกัน จากนั้นก็มีเหล่า Modulation อีกมากมาย ถัดมาก็เป็น Boss Scc700 นี่เป็นระบบ Switcher แรกๆ เช่นเดียวกัน และอย่างที่เราทราบกันดี Boss ก็มีเอฟเฟ็กต์ทั้งเสียงแตกและ Modulation มากมายจนปี 1985 เอฟเฟ็กต์ Multi Effect ตัวแรกของโลก ก็ปรากฏขึ้นมานั่นก็คือ Boss ME-5 จากนั้น Boss ก็พัฒนาโปรดักท์ของตัวเองเรื่อยมา
Line6

เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อว่า 2 แบรนด์ใหญ่ๆ ที่เป็นเจ้าแห่ง Multi Effect ในปัจจุบัน เริ่มต้นมาจาก Synthesizer คล้ายๆ กัน Line6 กำเนิดจาก 2 หนุ่มไฟแรงแห่ง Oberheim (แบรนด์ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องของ Audio และพวก Syn ทั้งหลาย) Marcus Ryle และ Michel Doidic คือ 2 คนที่เริ่มสร้าง Line 6 ขึ้นมา พวกเขาได้ทำการผลิตสิ่งที่จะเปลี่ยนโฉมหน้า Multi Effect ไปตลอดกาล นั่นก็คือ POD ของ Line 6 เชื่อได้ว่าคุณต้องเคยผ่านเจ้า “ถั่วแดง” มากันแล้วแน่นอน การใส่สิ่งที่เรียกว่า Amp Simulator และ Cab Sim ลงไปทำให้มีเสียงที่ฟังดูธรรมชาติมากกว่าแค่เอฟเฟ็กต์เพียงอย่างเดียว นอกจากนั้นยังเป็นจุดเริ่มต้นของการโหลด IR เป็นการเปิดโลกสู่ Digital อย่างแท้จริง ช่วงแรก POD ถูกผลิตขึ้นเพื่อซัพพอร์ตงานสตูดิโอ แต่ในภายหลัง Line6 ได้ทำการพัฒนาจนในที่สุดก็สามารถครอบคลุมได้ทั้ง งานสตูดิโอ และไลฟ์ เพอร์ฟอร์ม
Axe-Kemper




สองเจ้าที่ถือว่ามาแรงที่สุดในยุคนี้ก็คือ Fractal Audio AXE และ Kemper Amp Profiling ทั้ง 2 แบรนด์ เริ่มต้นในยุค 2000 (Axe 2006 และ Kemper 2011) ทั้ง 2 แบรนด์ได้ทำการพัฒนาระบบทุกอย่างของ Digital ดั้งเดิมให้ดียิ่งขึ้น มีฟังก์ชั่นมากยิ่งขึ้น รายละเอียดลูกเล่นที่มากกว่า Multi แบบเดิมๆ รองรับกับแนวดนตรีที่ใช้เทคโนโลยี Digital แต่ให้ตอบโจทย์เสียงในแบบ Hi-Def เมื่อระบบของอินเตอร์เน็ตถูกพัฒนา ทั้ง 2 แบรนด์จึงใช้จุดแข็งตรงนี้ ดังนั้นพวกคำว่า Update Firmware ที่หลายๆ คนใช้ หรือได้ยินกันก็เริ่มต้นจากเจ้าพวกนี้นี่แหละ
HeadRush


เจ้าล่าสุดที่ทำการแข่งขันในตลาดของ Multi Effect ก็คือ HeadRush เป็น Multi Effect ที่มาแรงจนคว้ารางวัลมามากมายในปีที่ผ่านมา การก่อตั้งก็ทำขึ้นมาไม่กี่ปีนี้เอง ลูกเล่นที่น่าสนใจมากมาย ทั้งเรื่องของการอัพเดตต่างๆ ก็ต้องดูกันต่อว่าจะไปในทิศทางไหนกับ HeadRush
Positive Grid


นี่ก็เป็นอีกแบรนด์ที่ดูมาแรงในปัจจุบัน แต่ด้วยความที่แบรนด์นี้จุดเริ่มมันมาจากพวก Software มากกว่า จึงอาจจะไม่ถึงกับเกี่ยวกับสงคราม Multi ซะทีเดียว แต่ก็มีผลกระทบทางอ้อมพอสมควร เพราะพวกโปรแกรมต่างๆ ที่ใช้อัพเดทก็เสียงยอดเยี่ยมทีเดียว
Digitech–Zoom


เป็น 2 แบรนด์ที่จริงๆ แล้วก็ตีคู่มากับ Boss ในยุคะนึง Digitech ตระกูล RP ก็เป็นที่ต้องการของใครหลายๆ คน เช่นเดียวกับ Zoom ที่เป็นเจ้าแรกๆ เลยที่พยายามจะสร้าง Multi Stomp ตัวเล็กๆ ขึ้นมา ช่วงหลังๆ ทั้ง 2 แบรนด์จะไปเน้นทางด้านอื่นมากกว่าเช่น Digitech ไปเน้นเกี่ยวกับพวกทาง Audio พวกอัดเสียง ส่วน Zoom หันไปทางที่เกี่ยวกับงานภาพมากขึ้น (แต่ก็ยังมี Multi อย่าง Zoom G5n แบบนี้อยู่นะ) บางที อาจจะเป็นการซุ่มเพื่อดูเชิงอยู่ก็ได้
Mooer

ก็เป็นอีกแบรนด์ที่มาแรงในระดับผู้เล่นทั่วไป ด้วยความที่เล็ก ใช้งานง่าย ราคาไม่แพง ระบบต่างๆ มีเหมือนกับตัวใหญ่ๆ ทำให้ Mooer เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ถูกพูดถึงมากพอสมควรในช่วงเวลานี้
Now Playing
ในปัจจุบัน ด้วยความเทคโนโลยี ระบบของอินเตอร์เน็ตการประมวลผลต่างๆ ของ Digital ซึ่งดีขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก นั่นทำให้การใช้งานเหล่าบรรดา Effect ที่เป็น พวก Multi ที่ต้องอาศัยพวกเทคโนโลยี Digital ถูกใช้งานมากขึ้น ซาวด์ที่เคยเป็นปัญหา ใช้การได้ดีเท่าๆ กับเอฟเฟ็กต์หรือแอมป์ที่เป็นแบบ Analog การขนย้ายสะดวก เราสามารถปรับได้ยันเสียงไมค์ที่จ่อ Cab ระยะของไมค์ ยันไปถึงประเภทของไมค์ ตัดปัญหาของที่จุกจิกกวนใจยามเมื่ออยู่บนเวที ใช้เป็น Interface ตรงๆ ก็ได้ นี่คือจุดที่ทำให้สงคราม Multi Effect ถูกจุดขึ้นมาโดยที่ปัจจุบันแบรนด์ที่มีการเคลื่อนไหวมากๆ ก็คือ
Boss

Boss ใช้เวลาหลายปีเหมือนกันในการพัฒนา GT-1000 ขึ้นมา จาก GT-100 เป็นช่วงที่พวกเค้าหายไปจากหน้าจอเรดาห์ของวงการดนตรี จนในที่สุด Boss ก็สร้างความฮือฮา ด้วยการเปิดตัว GT-1000 ทำให้หลายๆ คนตื่นเต้นกันมากทีเดียว
Outside : เรื่มจากที่เราดูจากด้านบนก่อน เราจะเห็นหน้าจอ Display และปุ่ม Knob ทั้ง 6 ปุ่ม ด้านข้างเป็นปุ่มกดเลือกจะเขียนว่า Effect, Menu, Exit, Write ถัดไปเป็นปุ่มหมุนปรับค่า Output Level จากนั้นจะเป็น SW/EXP1 ก็คือ Footswitch ที่มากับตัวเอฟเฟ็กต์นั่นเอง คราวนี้มาดูที่ปุ่มกดเลือกจะมีปุ่มกด เลือก Bank Down Up จากนั้นจะเป็น CTL1, CTL2, CTL3 ด้านล่างจะมีปุ่มกดอีก 5 ปุ่ม คราวนี้ภาค Output ด้านหลัง จะประกอบด้วย Input กีตาร์ ถัดมาเป็น Main Output ที่ออกซ้ายขวา จะต่อแอมป์เดียว หรือต่อ 2 แอมป์ก็ได้ ถัดมาเป็น Phones จากนั้นเป็น Send Return 1-2 รวมเป็น 4 ช่อง จากนั้นจะเป็น Sub Output เอาไว้ต่อออก Mixer หรือ PA System (เป็นสายแบบ XLR) ถัดมาจะเป็นช่องต่อ EXP2 (CTL4/5), EXP3 (CTL6/7) ถัดมาจะเป็น Amp CTL 1, 2 ถัดมาก็จะเป็นช่อง USB, ช่องต่อ Midi Control อีก 2 ช่อง ปุ่มเปิด ปิด ช่องอะแด็ปเตอร์ (ต้องใช้ของ Roland เฉพาะตัวนี้ ตรงนี้จะมีที่ล็อคสายของอะแด็ปเตอร์ด้วย) จากนั้นจะเป็น Ground Terminal

การใช้งาน
- เมื่อเราเสียบกีตาร์ เปิด Power เป็นที่เรียบร้อย เราจะต้องเลือกที่จะเซ็ตค่าต่างๆ จาก 2 ปุ่มก็คือ Effect และ Menu ถ้าเลือก Effect จะเป็นการเซ็ตเสียง Amp Effect ต่างๆ ซึ่งจะขึ้นเป็นรูปบล็อก และ Signal Chain เราจะใช้ปุ่ม Knob ปุ่มที่ 6 ในการหมุน เลือก ขยับบล็อกที่จะปรับใน Signal Chain ส่วน ปุ่ม Knob อีก 5 ปุ่มจะใช้ในการปรับค่า Parameter ต่างๆ ใน Effect Amp ในแต่ละบล็อก
- ในส่วนของ Menu เมื่อเลือกแล้วจะเป็นการตั้งค่าต่างๆ ในส่วนของ Output เราสามารถตั้งค่าใน Control Assign, In/Out Setting, Play Option, Midi, Hardware Setting และ Factory Preset ตรงนี้จะใช้ Knob 1 ในการเลือก
- ในส่วนของ Tuner Boss GT-1000 จะมีให้เลือก โดยกดปุ่ม CTL3 ค้างไว้ จากนั้นเลือกตั้งค่าโดยใช้ปุ่ม Page ในการเลือกที่จะตั้งค่าในแต่ละหน้าได้ ในส่วนของ Tuner Setting เราจะใช้ปุ่ม Knob 1 เพื่อเลือกว่าจะใช้แบบ Mode ปกติ หรือเราจะใช้แบบ Polytune ก็ได้ ปุ่ม Knob 3 จะเลือก Pitch ตั้งแต่ 435-445 Hz ปุ่ม Knob 4 จะเป็นการเลือก Output เวลาตั้งสาย Mute ก็คือเงียบหมด Bypass ได้ยินเสียงกีตาร์ Thru มีได้ยินเสียงเอฟเฟ็กต์ด้วย (ในกรณีที่ใช้การตั้งสายแบบ Polytune) ปุ่ม Knob 5 Type ใช้เลือกว่าจะตั้งสายแบบไหน ตั้งปกติ 6 สาย ดร็อป D 6 สาย ตั้ง 7 สาย หรือ Drop A 7 สาย ส่วน Knob 6 Offset ก็ดูค่า Pitch ในแต่ละสายแบบ Polytune
- เราสามารถ Preset ได้ 2 Patch คือ User Patch (ตั้งแต่ U01-1 ถึง U50-5 ตรงนี้เราจะสามารถเซ็ตค่าต่างๆ แล้วเซฟทับได้ แต่ถ้าเป็น P01-1 ถึง P50-50 จะเป็น Preset ของโรงงาน) เราสามารถเปลี่ยนชื่อเซฟค่าต่างได้ๆ รวมถึงแสดงค่า Input, Send Return, CMP, สถานะของ Bluetooth ต่างๆ ได้ ส่วนการ Edit ใช้ Knob 6 ในการเลือก และ 5 Knob ที่เหลือใช้ปรับค่าต่างๆ
- นอกจากนั้นสำหรับคนที่อยากมองเป็นแบบ Stompbox สามารถเซ็ตแต่ละ Patch ให้เป็นแบบเอฟฟเฟ็กต์ก้อนได้ โดยเลื่อนปุ่ม Page แล้วเลือกที่ Menu Stompbox ใน Patch นั้นจะกลายเป็นการปรับค่าแบบ Stompbox Effect ไป และสามารถเซฟเปลี่ยนชื่อได้
- เราสามารถใช้ GT-1000 เป็น Audio Interface ได้ (อย่าลืมลง Driver กันก่อนนะ ลองดูใน Boss.info/Support) นอกจากนั้นเราสามารถโหลด Preset ต่างๆ ซาวด์จากศิลปินลง Patch รวมถึง Backup ข้อมูล ได้จาก Bosstonecentral.com
- เราสามารถใช้ External Midi รวมถึงพวก EXP Pedal ต่างๆ ในการสั่งงานได้ โดยการเซ็ตในพวก Control Assign –Control Function Menu ได้
- ใน GT-1000 เราสามารถใช้ Bluetooth Function ในการจัดเรียงหรือโหลด Preset ต่างๆ ได้ โดยการโหลด App Boss Tone Studio For GT-1000 และสามารถเปิดใช้ในโทรศัพท์ได้เลย
- ส่วนในภาค Loop ใช้ได้ 39 วินาที (ภาค Mono) และ 19 วินาที (Stereo) ใช้ CTL 1-3 ในการบังคับ
- GT-1000 มี Sampling Frequency 96KHz AD Conversion 32 Bits DA Conversion 32 Bits เช่นกัน

Preset
ตัว GT-1000 มีเอฟเฟ็กต์มากมายที่น่าสนใจ ลองมาไล่ดูกัน
- Compressor มี 5 แบบ หลักๆ ถ้าเป็นของ Boss Comp จะจำลองตัว Boss CS-3 ตัวถัดมาจะเป็น X-Comp จะเป็นการใช้ MDP (Multi Dimension Professor) ทำให้การ Compressor เป็นธรรมชาติมากขึ้น ส่วน D-Comp ตัวนี้คือ MXR DynaComp, ORANGE อันนี้จำลองของ Dan Armstrong Orange Squeezer และสุดท้ายคือ Stereo Comp เป็น Stereo Compressor
- เสียงแตก Distortion 1-2 แบบที่เป็น Boost จะมี Mid Boost, Clean Boost, Treble Boost , Crunch, Natural OD และ Warm OD และแบบเสียงแตกจะมี Fat DS เป็นเสียง Distortion หนาๆ หน่อย, Lead DS เสียงแตกแบบ Overdrive กึ่งๆ จะเป็น Distortion, Meta DS ก็ตามชื่อเลยใช้เล่น Metal, Oct Fuzz เป็น Fuzz ที่ให้ฮาร์โมนิกที่ดี, A-Dist ตัวนี้ใช้ MDP Technology เพื่อความสมบูรณ์ของ Distortion ในทุกย่าน, X-od, X-Dist ก็จะคล้ายๆ กัน Blues OD เป็นเสียง Crunch แบบ Boss Blues Driver, OD-1 เสียงสไตล์ Boss OD-1, T-Scream อันนี้เป็นเสียง TS-808, Turbo OD นี่เป็นเสียง Boss OD-2, DIST อันนี้เป็นเสียงแบบ Traditional Distortion Sound, RAT เป็นเสียงแตกสไตล์ Proco RAT, GUV DS เสียงแบบ Marshall GUV’ NOR., DIST+เสียงแตกแบบ MXR Distortion + Metal Zone เสียงแบบ Boss MT-2, ‘60S FUZZ เป็นสไตล์ Fuzzface, MUFF FUZZ อันนี้เป็นเสียง Electro-Harmonix Big Muff TT
- ในภาค AIRD Pre Amp จะใช้ BOSS’s Proprietary Cutting-Edge AIRD (Augmented Impulse Response Dynamics) Technology ในการเก็บรายละเอียดต่างๆ ของแอมป์ เพื่อมาใช้ใน GT-1000 โดยจะแบ่งเป็น Type Advance และ Classic Amp
- ภาค Modulation ต่างๆ มีมากมาย ที่สำคัญสามารถใช้ได้ทั้งในแบบ กีตาร์ไฟฟ้า และมีสำหรับกีตาร์โปร่งอีกด้วย
- ยังมีเอฟเฟ็กต์หลากหลายที่ทำเสียงร้อง หรือ อย่าง Slow Gear ที่ทำเสียงคล้ายๆ ไวโอลินได้ด้วย
จุดแข็ง ถ้าเราตั้งต้นจาก GT-100 เปรียบเทียบกัน เลข 0 ที่เพิ่มขึ้นมาก็ดีกว่า ขึ้นมาอีกเกือบ 10 เท่าเช่นเดียวกัน ระบบการทำงานต่างๆ ถูกพัฒนาให้ทันกับยุคสมัย และเหมือนจะนำไปอีกขั้น ด้วยเสียงแบบ 32bit ซึ่งทำให้ความละเอียดของเสียงต่างๆ มันดูมิติมากขึ้นจริงๆ ทำให้องค์รวมของภาคจำลองแอมป์ เอฟเฟ็กต์ต่างๆ ฟังดูดีขึ้นมาก การใช้งานของภาค Output ที่กำลังพอดี เสียงเอฟเฟ็กต์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะภาค Modulation ที่จะชัดเจนมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยน Preset ที่ไม่ต้องใช้ระบบ เพื่อช่วยในการแก้การกระตุก เพราะระบบใน GT-1000 สามารถประมวลผลได้รวดเร็วและรองรับเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ได้มากพอ รวมถึงเอฟเฟ็กต์เสียงพิสดารมากมาย มีลูกเล่นหลากหลาย มีภาคอะคูสติกในตัว สามารถใช้งาน Expression Pedal ได้เยอะ ทีเด็ดอีกอย่างก็คือ Tuner แบบ 7 สาย ที่สามารถเลือกแบบ Drop และเป็น Polytune ด้วย นี่คือ Multi Effect ของ Boss ที่น่าสนใจมากที่สุด และที่สำคัญราคาจับต้องได้
จุดอ่อน จุดอ่อนของ Boss ก็คือเสียงแบบ Boss เสียงเอกลักษณ์ของ Boss ไม่ว่าจะเป็นแอมป์ หรือเอฟเฟ็กต์ มักจะมีโทนที่ออกไปทาง Mid Hi พอสมควร เวลาเล่นจริงกับแบนด์ เสียงเหล่านี้จะโผล่ออกมา แต่ว่าถ้าปรับฟังคนเดียว จะมีหลายคนที่บอกว่ามัน “แหลม” และเนื้อหายไปสักนิด แต่ถ้าจะให้บอกแบบไม่อวย GT-1000 แก้ปัญหาตรงนี้ได้เยอะมากแล้ว อีกจุดนึงก็คือการโหลด IR ที่ตอนแรกเหมือนจะไม่มีตรงจุดนี้ แต่ที่สุดก็มีจนได้ แต่อาจจะขึ้นตรงกับเสียงที่ Boss พัฒนา หากโหลดของเจ้าอื่น อาจจะไม่แมตช์กัน ซึ่งอันนี้ต้องลองพิสูจน์กันดูอีกที
รูปลักษณ์ภายนอก/ความสวยงาม
* * * *
อาจจะดูเรียบร้อย ไม่หวือหวาเท่าไร จอภาพไม่สวยมากนัก
ฟังก์ชั่นการใช้งานเบื้องต้น/ยาก-ง่าย
* * * * 1/2
Boss ค่อนข้างมีการใช้งานที่ง่าย ตัว Signal Chain ก็ดูมีไม่อิสระมากนัก แต่ก็เพียงพอต่อความจำเป็น
ฟังก์ชั่นพิเศษ/โดดเด่น
* * * * 1/2
ฟังก์ชั่นอาจไม่ถึงกับหลากหลายแต่ความโดดเด่นก็คือเสียงแบบ 32 Bit และการประมวลผลที่เร็วมาก จึงแทบจะไม่ต้องใช้ฟังก์ชั่นอย่าง Scene หรือ Snapshot โดยเฉพาะเสียง Modulation ในแบบ Stereo ที่โดดเด่นจริงๆ รวมถึงเสียงจำลองโดยรวมทั้งเสียงแตก และแอมป์มีมิติและเนื้อเสียงมากขึ้นอีกด้วย
ความแข็งแรง/ทนทาน
* * * * *
ก็การันตีปุ่มเหยียบว่าเป็นล้านครั้งไม่พังเราก็คงต้องเชื่อล่ะ
ราคา/ความคุ้มค่า
* * * * *
ราคา 3x,xxx (ล็อตแรกเป็นราคาพิเศษ) ณ ตอนนี้ ถือว่าถูกที่สุด
Line6

Line6 เองเหมือนได้ลองเชิงพวก Multi อยู่เรื่อยๆ เช่นการออกพวก HD500 และโปรดักท์อื่นๆ เพื่อทำการทดลองเทคโนโลยีไปในตัว จนในที่สุดเมื่อพวกเขาเปิดตัว Helix ที่เป็น Multi Effect Processor ที่สมบูรณ์ที่สุด ที่ Line6 มีมา ทำให้หลายคนที่อยากจะมี Multi Effect ที่ใช้ไปยาวๆ ต้องหันมามองเป็นสายตาเดียวกัน
Outside : เมื่อเราเสียบกีตาร์เข้ามาแล้วกดเปิดเครื่อง ส่วนประกอบ ด้านหน้ามีจอ Display แสดงผล ทางด้านใกล้ๆ กัน จะเป็นปุ่ม Save, ปุ่มข้างจะเป็นปุ่มที่จะเลือก Setting ค่าต่างๆ ตรงกลางเป็นปุ่ม Setting และปุ่ม Home ถัดจากนั้น จะเป็นปุ่มที่ไว้ปรับค่าของ Amp และ Cab Sim ด้านล่างจะมีปุ่ม Knob 6 ตัว ถัดมาอีกด้านจากจอ จะมีปุ่ม Bypass กับ Action และมี Joy Stick สำหรับเลื่อนเลือก Function ต่างๆ ด้านล่างเป็นปุ่ม Page จากนั้นจะเป็น Master Volume กับ Volume ของ Phones ปุ่มเหยียบจะมี 12 ปุ่ม มีใช้เปลี่ยน Bank 2 ตัว อยู่บนกับล่าง ซ้ายมือสุด ถัดมาอีก จะมีอีก 8 ปุ่ม (อย่างละ 4 บนล่าง) ขวาสุด ปุ่มด้านบนไว้เลือกปรับ Mode ต่างๆ ด้านล่างใช้ Tap Tempo และเป็น Tuner จากนั้นจะเป็น Footswitch ด้านหลัง จะเริ่มจาก EXP 2-3 และ EXT AMP1/2 และ CV ถัดมาเป็น Input ของกีตาร์ ถัดมาเป็น AUX IN ปุ่ม MIC In จากนั้นจะเป็น Send Return 8 ช่อง (4คู่) ปุ่มถัดมาเป็น Ground Lift จากนั้นจะเป็น XLR 2 ช่อง แล้วก็ ¼ Output สองช่อง จากนั้นจะเป็นช่องเสียบ Phones ช่องเสียบ Variax กีตาร์ ถัดมาเป็นช่องเสียบ Midi In กับ Out ถัดมาเป็น S/PDIF In/Out และ AES/EBU L6 Link ที่ใส่ USB ปุ่ม Power และที่เสียบปลั๊ก AC

การใช้งาน
- หลังจากเสียบกีตาร์เปิดสวิตช์เรียบร้อย (ก่อนเปิดอย่าลืมเช็ก Master Volume และ Phones Volume ก่อน) ถ้าเห็นที่หน้าจอ Display จะเห็นว่าการแสดงผล ในตัว Path (รูปแบบของ Signal Chain) จะแสดงผลของ Input Signal และ Output ว่าเป็น IN และ Out จากอะไร (เช่นจากกีตาร์ปกติ Variax ไมค์ ฯลฯ จะมีรูปสัญลักษณ์แสดงอยู่) Effect, Amp จะแสดงผลเป็นรูปลักษณะแบบบล็อก เป็นสัญลักษณ์และมีค่า Parameter ต่างๆ ตัว Path สามารถแยกได้เป็น 4 เส้น และบล็อกแสดงผลมีได้เต็มที่คือ 32 บล็อก โดยสามารถเลือกขยับบล็อกต่างๆ ได้จาก Joy Stick บล็อคที่จะ Preset จะสัมพันธ์กับปุ่มกดด้านล่าง (ตรงกลาง 8 ปุ่ม)
- เราสามารถเซ็ตค่า Output ต่างๆ ได้ โดยการเลือกปุ่มที่มี 3 ขีด จะเห็นเป็น Global Setting เราสามารถไปเซ็ตค่า Output ได้ตรง Ins/Outs
- มาที่ Preset จะมีทั้งหมด 8 Set List จะมี 1-2 ที่เป็น Factory Preset มี 3-7 เป็น User Preset และมี 1 Template ในแต่ละ Preset จะแยกเซ็ตออกได้เป็น 4 แบบ ซึ่งถ้ารวมกันจะได้ 32 Banks (ซึ่งตรงนี้เราสามารถเปลี่ยนชื่อเซฟและใช้ Snapshot ได้ รวมถึงคุมจากโดยใช้ Midi Control ได้) จากนั้นเรากดปุ่ม Home ก็จะสามารถกลับไปเซ็ตค่าเอฟเฟ็กต์ได้
- เราสามารถเซ็ตค่าของ Footswitch เพื่อที่จะใช้ Function ของ Snapshot เพื่อกันการกระตุกเวลาเลือกเปลี่ยน Preset ต่างๆ โดยกดเลือกตรงปุ่มที่เขียนว่า Mode รวมถึงใช้ Hand Free Mode ในการตั้งค่า Parameter ต่างๆ โดยใช้ Footswitch ได้ด้วย
- ระบบ Looper ของ Helix จะสามารถทำได้ 1 นาที ในแบบ Mono และ 30 วินาที แบบ Stereo และสามารถเพิ่มลดความเร็วได้ด้วย
- การปรับแต่ง Signal Chain ใน Path การ Split และ Merge Chain ทั้งหมด เพื่อให้เป็น Parallel หรือ Super Serial สามารถทำได้โดยกดเลือกตรงปุ่ม Action ผสมกับปุ่ม Knob ทั้ง 6 ปุ่ม และด้วยระบบ DSP ของ Helix จะทำให้ไม่เสียโทนเสียง แม้จะต่อเยอะขนาดไหนก็ตาม
- Input ทั้งหมดจะมีให้เลือก 10 แบบ มีแบบ Mute (ใช้ใน Path 2) Multi ถัดมาจะเป็น Input ของหลายอย่างๆ กีตาร์, Aux, Variax Guitar, มีทั้งแบบที่เสียบกีตาร์อย่างเดียว เสียบ Aux อย่างเดียว ในส่วนของช่องเสียบ Variax Guitar จะมี Variax Magnetics ช่วยเสริมในเรื่องของสัญญาณ Pickup ของ Variax จากนั้นเป็น Mic ในกรณีใช้ไมค์ จากนั้นจะเป็น Send Return ในภาคต่อแอมป์ S/PDIF ในภาคของการใช้ Variax และ USB ส่วนในภาค Output จะประกอบด้วย Output Multi สำหรับในทุกๆ Input ไม่ว่าจะเป็นกีตาร์หรือพวก Variax, Path2 A-B ในกรณีที่เราต่อแบบ Serial ก็จะส่งต่อสัญญาณไปใน Path นั้นๆ Output ของแจ็ค ¼ และ XLR จากนั้นอีก 3 อันจะเป็น Output ของ Send/Return, Digital Output ต่างๆ ทั้ง S/PDIF, AES/EBU, L6Link สุดท้ายเป็น Output ของ USB
- ในภาค Tuner สามารถตั้งได้ตั้งแต่ 425-455 Hz และสามารถตั้งสายแบบ Polytune (ตั้งหลายๆ สายพร้อมกัน) ได้
- Snapshots เป็นฟังก์ชั่นที่น่าสนใจของ Line6 Helix ซึ่งจะเป็น Icon รูปกล้องฟังก์ชั่นนี้ ความสำคัญคือการแก้ปัญหา ในกรณีเช่นเราเล่นในท่อนนึง เราใช้เสียง Delay อยู่ แล้วเราจะเปลี่ยน Preset บางครั้งเวลาเล่นสด หางเสียงของ Delay จะถูกตัดขาดออกไปเมื่อเปลี่ยนเสียง ซึ่งเวลาเล่นกับ PA ดังๆ จะได้ยินเสียงสะดุด ซึ่ง Snapshots จะสามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้ เราสามารถเซ็ต Preset ของเราให้เป็น Snapshots เพื่อแก้ปัญหา หางเสียงของ Delay ก็จะไม่ถูกตัดขาด หรือการเปลี่ยนเสียงแตก ก็จะลื่นไหลไม่สะดุด สามารถใช้ในการ Boost เสียงให้ดังขึ้น หรือเพิ่มค่า EQ มากขึ้นโดยไม่ต้องใส่เอฟเฟ็กต์เพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ตัวเอฟเฟ็กต์ใช้หน่วยความจำมากเกินไป อีกทั้งยังสามารถใช้ตั้งเป็นท่อนๆ ในเพลงนั้นได้อีกด้วย เช่นท่อน Verse ในเพลงมีเสียง Clean แล้วพอเข้าท่อน Pre Hook เสียง Clean ดังขึ้น เพิ่ม Delay หรืออาจจะปิด Delay เราก็ไม่ต้องเหยียบเอฟเฟ็กต์ที่ต้อง Boost ใช้ฟังก์ชั่น Snapshot ช่วยได้เลย ซึ่งสามารถช่วยในการแสดงสดได้เยอะมาก
- มีภาค Output ในการอัดเยอะ เช่นสามารถต่อไมค์ Condenser แล้วมีไฟ Phantom เลี้ยงได้ด้วย เป็นต้น

Preset
เอฟเฟ็กต์ใน Line6 Helix มีดังนี้
- เสียงแตกจะจำลองมาจากเอฟเฟ็กต์ชื่อดัง มี Minotaur จำลอง Klon Centaur, Teemah จำลอง Paul Cochrane Timmy Overdrive, Compulsive Drive จำลอง Fulltone OCD, Valve Driver จำลอง Chandler Tube Driver, Top Secret OD จำลอง DOD OD-250, Scream 808 จำลอง Ibanez TS808 Tube Screamer, Hedgehog D9 จำลอง MAXON SD9 Sonic Distortion, Vermin Dist จำลอง Pro Co RAT, KWB จำลอง Benadrian Kowloon Walled Bunny Distortion, Arbitrator Fuzz จำลอง Arbiter FuzzFace, Triangle Fuzz จำลอง Electro-Harmonix Big Muff TT, Industrial Fuzz จำลอง Vex Fuzz Factory, Tycoctavia Fuzz จำลอง Tycobrahe Octavia, Wringer Fuzz จำลอง Garbage’s modded BOSS FZ-2, Megaphone จำลอง Megaphone, จะมีเพียง Bitcrusher จำลอง Line 6 Original
- ในภาคของพวก Dynamic และ EQ จะเริ่มจาก Deluxe Comp ตัวนี้เป็น Compressor แบบ Line 6 Original, Red Squeeze จำลอง MXR Dyna Comp. LA Studio Comp จำลอง Teletronix LA-2A, Noise Gate ของ Line 6 Original, Hard Gate ก็เป็น ของ Line 6 Original เช่นกัน ในส่วนภาค EQ ประกอบด้วย Simple EQ, Low Cut/High Cut, Parametric เป็นของ Line 6 Original, 10-Band Graphic เป็น EQ แบบ MXR 10-Band Graphic EQ และ Cali Q Graphic เป็น EQ แบบ MESA/Boogie Mark IV Graphic EQ
- ในส่วนของ Modulation ต่างๆ ก็มีน่าสนใจมากมาย ในส่วนที่เป็นเสียงแบบ Line6 Original เลยก็จะมีอย่าง Harmonic Tremolo, Deluxe Phaser Dynamix Flanger, Chorus, AM Ring Mod, Pitch Ring Mod
- ในส่วนของ Delay และ Reverb จะเป็นของ Line6 ทั้งหมด ยกเว้นในภาค Delay บางส่วน เช่น Ducked Delay ที่จำลอง TC Electronic 2290,Transistor Tape ที่จำลอง Maestro Echoplex EP-3, Bucket Brigade จำลอง Boss DM-2, Adriatic Delay ที่จำลอง Boss DM-2 w/ Adrian Mod และ Elephant Man ที่จำลอง Electro-Harmonix Deluxe Memory Man
- นอกจากนั้นยังจะมีเอฟเฟ็กต์อีกมากมาย อย่าง Digitech Whammy หรือพวก Filter และ Wah Wah ต่างๆ
- ที่น่าสนใจก็คือในภาคของ Amp Sim จะมีพวกเสียงแอมป์จำลองที่เป็น Boutique อย่าง Matchstick ที่จำลองเสียงแอมป์ Matchless หรือแอมป์ร็อคๆ อย่าง ANGL Meteors ที่จำลอง ENGL Fireball 100 รวมถึงมี Cab และ ชนิดของ Mic ให้เลือกกันด้วย

จุดแข็ง นี่คือ Line6 ที่ถูกพัฒนามาจนสมบูรณ์แบบมากในการใช้งาน จุดแข็งที่สุดของ Line6 ตั้งแต่ทำแบรนด์มาคือการจำลองพวกเสียงต่างๆ โดยเฉพาะพวก เอฟเฟ็กต์ แอมป์ Cab ทั้งหลาย ภาคจำลอง เอฟเฟ็กต์ของ Helix ดูหลากหลายมาก แถมตัวเอฟเฟ็กต์และแอมป์ที่จำลองมา ก็เป็นพวกที่มีชื่อในระดับ Premium ด้วย เมื่อบวกกับตัว Line6 เองที่มีชื่อด้านการออกแบบพวกเสียง Modulation ต่างๆ ยิ่งทำให้ส่วนนี้ดูเจ๋งมากขึ้นไปอีก สามารถรองรับความต้องการของคนเล่นกีตาร์ ที่ต้องการไดนามิกแบบ Analog ได้อย่างดีเยี่ยม อีกอย่างที่เป็นความเจ๋งของ Helix ก็คือการใช้ระบบ Snapshot ที่ทำให้การเปลี่ยน เสียงเวลาเล่นต่างๆ มีการสะดุดน้อยลงไปมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาพัฒนาขึ้นมาและทำได้ยอดเยี่ยม การเรียง Signal Chain มีความอิสระ ผสมได้หลากหลาย มีภาค Output ที่มากพอ ที่จะทำให้เกิดการทดลอง เพื่อเล่นในระบบ System ใหญ่ๆ ได้ การโหลด IR ที่หลากหลาย รวมถึงการที่ใช้ร่วมกับ Variax Guitar ได้ ทำให้สามารถซัพพอร์ตงานดนตรีได้ในวงกว้าง
จุดอ่อน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือราคา ด้านราคาของ Helix อยู่ครึ่งนึงของ Axe และอยู่มากกว่ามัลติฯ เจ้าอื่น เกือบ 1 เท่า นั่นคือปัจจัยที่ทำให้ต้องมีพวก Helix LT และ Helix HX Effect ขึ้นมา มันก็คือการแยกออกมาของภาคเอฟเฟ็กต์ของ Helix ใหญ่นั่นเอง แต่ถึงกระนั้นราคาก็ค่อนข้างสูงอยู่ดี และมันไม่สามารถจะทำราคาลงได้มากกว่านี้แล้ว อีกจุดก็คือเสียงเอฟเฟ็กต์ที่หลายตัวมีความ Vintage ไม่โมเดิรน์มากนัก อาจจะไม่ตอบสนองกับผู้เล่นที่คิดอยากจะได้ Hi Gain หนักๆ มากๆ สักเท่าไร แต่อย่างไรซะ ถ้าไม่ใช่คนที่เล่นเฉพาะทางแบบนั้น Helix ถือว่าสมบูรณ์แบบมากๆ ในฐานะ Multi Effect
รูปลักษณ์ภายนอก/ความสวยงาม
* * * * 1/2
ดูเรียบหรู ด้วยไฟแสดงผลที่มีสีค่อนข้างสวยงาม
ฟังก์ชั่นการใช้งานเบื้องต้น/ยาก-ง่าย
* * * *
ถ้ากับผู้ใช้เบื้องต้น อาจจะยากสักเล็กน้อย เพราะความที่สามารถเลือก Chain ได้อิสระ Output มีเยอะ อาจจะทำให้งง กับบางฟังก์ชั่นได้ ในกรณีที่ไม่ได้อยากจะต่อแบบ ตรงๆ อย่างเดียว
ฟังก์ชั่นพิเศษ/โดดเด่น
* * * * *
ฟังก์ชั่นที่โดดเด่นแน่นอน คือ Snapshot ที่สามารถ กันการกระตุกเวลาเปลี่ยน Preset บูสต์เสียงโดยไม่ต้องเพิ่มเอฟเฟ็กต์ ตั้งค่าเปิด ปิด เอฟเฟ็กต์ตามท่อนเพลงต่างๆ ได้ และเสียงของเอฟเฟ็กต์ รวมถึงการเรียง Signal Chain ที่หลากหลาย และใช้กับกีตาร์ Variax ได้ด้วย ทำให้การครอบคลุมมากๆ ในทุกการใช้งาน
ความแข็งแรง/ทนทาน
* * * * 1/2
ค่อนข้างแข็งแรง แต่ปุ่มกดอาจจะเล็กไปบ้าง
ราคา/ความคุ้มค่า
* * * * 1/2
ราคาลด อยู่ที่ 59,000 ราคาค่อนข้างสูงพอสมควร แต่ฟังก์ชั่นและเสียงต่างๆ ค่อนข้างสมบูรณ์
HeadRush

HeadRush เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา เมื่อไม่กี่ปีมานี้ สิ่งที่ทำให้ HeadRush ดูน่าสนใจนั่นก็คือระบบการใช้จอแบบ Touch Screen เหมือนเราเล่นบนพวกมือถือ หรือ iPad ในการเปลี่ยน Chain กำหนดค่าต่างๆ ภายนอกเมื่อมองเข้ามาจะดูล้ำสมัยมากทีเดียว
Outside : เมื่อเราเสียบกีตาร์เข้ามาแล้วกดเปิดเครื่อง ส่วนประกอบด้านหน้ามีจอ Display แสดงผล เป็นจอ LED สี ที่จะโชว์พวก Signal Chain Effect ของเรา ปุ่ม Knob มี 4 ปุ่ม มีคุม Output รวม เป็น Master ถัดมาเป็น Output ของ Phones กับ Aux ถัดมาเป็นปุ่มกด Encoder คือเลือก เพื่อที่จะปรับค่าต่างๆ และกดเพื่อยืนยันการปรับ ด้านขวาจะเป็นปุ่มปรับค่า Parameter ต่างๆ ปุ่มกดเลือกต่างๆ มีทั้งหมด 12 ปุ่ม โดยทั้ง 12 ปุ่ม จะมีไฟแสดงผลว่าเปิดปิด หรือเลือกใช้งานเอฟเฟ็กต์ แอมป์ หรือ Setlist Bank อะไรอยู่ แล้วจะมี Expression Pedal โดยที่จะมีไฟ แสดงสถานะอยู่ด้านบน ด้านภาค Input-Output จะประกอบด้วย Input กีตาร์ Input ของ Expression Pedal Input ของภาค AUX ช่อง Input ของ XLR 2 ช่อง Ground Lift เพื่อตัด Noise ต่อมาเป็น Output ออก Amp 2 ช่องถัดมาเป็น Amp กับ Line Selector ถัดมาเป็น Output Phoneจากนั้นจะเป็น Send Return 2 ช่อง ใช้ได้ทั้ง Stomp และ Rack แล้วก็ Midi Input-Output จากนั้นเป็น USB Port และปลั๊กเสียบของเอฟเฟ็กต์

การใช้งาน
- หลังจากเสียบกีตาร์แล้วเปิดเอฟเฟ็กต์ขึ้นมา เราจะเห็น หน้าจอที่เป็น Signal Chain ต่างๆ ในแต่ละ Slot เราจะสามารถเลือกได้ว่า เราจะใช้เอฟเฟ็กต์ แอมป์ หรือ ใช้ Expression Pedal ต่างๆ เราสามารถเลือกตั้งค่าต่างๆ ได้ โดยกดปุ่ม Encoder แล้วหมุนเลือกไปที่ Slot ที่ต้องการแล้วปรับค่า Parameter ต่างๆ ด้านข้าง
- สิ่งที่เป็นความพิเศษของ HeadRush ก็คือการใช้ การแตะจอ Touch Screen ในการเลือก Slot ต่างๆ เราสามารถลากเพื่อ เปลี่ยนตำแหน่ง แตะด้านข้างเพื่อเลือกที่จะปรับ Parameter หรือเลือกที่จะปรับค่า Option ต่างๆ โดยใช้มือแตะที่จอได้เลย
- เราสามารถ Set ค่าเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ได้ โดยแตะที่ด้านบนของจอที่เป็นเครื่องหมาย 3 ขีด เพื่อเลือก Set List ต่างๆ โดยจะมีชื่อ Rig (เซ็ตของ Amp และ Effect ที่เซ็ตมาให้ในตัว) หรือจะเลือกใหม่ทั้งหมดโดยกดที่เครื่องหมาย *** ซึ่งจะเป็นการเลือก Option ต่างๆ ที่สามารถใช้ได้ ในเอฟเฟ็กต์ตัวนี้
- ถ้าเราเลือกที่จะ Set ค่า Rig ใหม่ หน้าจอจะกลายเป็น Slot ว่างๆ 11 ช่อง ซึ่งสามารถใส่เสียง Amp Effect IR ที่ต้องการได้ รวมถึงการ Loop FX ต่างๆ (มีลูกเล่นเล็กน้อยคือสามารถเลือกสี เวลาแสดงผลงได้) หลังจากตั้งค่าตามที่เราต้องการได้แล้ว เราก็สามารถ Save รวมถึงเปลี่ยนชื่อได้
- บนจอแสดงผลเราจะเห็นว่ามี Function ด้านล่าง 3 อัน ที่เขียนว่า Tail ถัดมาเป็น **** และ Mono ตัว Tail จะทำให้หางเสียงของ Delay / Reverb ยังคงอยู่ เวลาที่เราเปลี่ยน Rig ตัว **** จะเป็นการเลือกการเลือก Signal Chain ซึ่งจะมีอยู่ 3 แบบ แบบแรกก็คือตรงๆ ไปเลย แบบที่สองคือ ต่อตรงแล้วไปแยก เอฟเฟ็กต์เป็น 2 ชุดตรงกลาง แล้วค่อยรวมกัน แบบที่ 3 คือแยกกันมาตั้งแต่ต้น มารวมกันตอนท้าย ส่วน Mono ก็คือเราจะ Output สัญญาณเป็น Mono หรือ Stereo นั่นเอง นอกเหนือจากนั้นในแต่ละ Signal Chain เราสามารถเลือกเป็น Single -Dual Amp Cab ได้อีกด้วย โดยจะมีเครื่องหมาย 2x เวลาที่ใช้ฟังก์ชั่นนี้
- ด้าน Floor Control ปุ่มเหยียบต่างๆ เราสามารถใช้งานได้ 4 รูปแบบ แบบแรกก็จะเป็น Stomp View ตั้งค่าเป็นชุดๆ แต่ละชุดสามารถเลือก เอฟเฟ็กต์ได้ 8 แบบ โดยรวม Looper และ Tuner เข้าไปด้วย แบบที่สอง Rig View เราสามารถใช้ Rig (1 Rig จะมีผสมเอฟเฟ็กต์ แอมป์ ที่เราผสมเสียงไว้แล้ว ) ที่เราตั้งไว้ได้ 8 แบบใน 1 Bank แบบที่ 3 คือใช้ผสมกัน เรียกว่า Hybrid View คือเราจะผสมทั้งแบบ Stomp และ Rig View เข้าด้วยกัน ในกรณีที่เรามีเสียงที่ต้องการอยู่แล้ว 1 ชุด แล้วอยากเพิ่มเสียงที่ใช้เฉพาะใน เพลงนั้นๆ เราสามารถใช้แบบนี้ผสมกันได้ แต่ Rig กับ Stomp จะกลายเป็นอย่างละ 4 ชุดจาก 8 และสุดท้ายเป็น Set List จะคล้ายๆ Rig View แต่จะเป็นเสียง ที่ Preset มาแล้ว แล้วเราอาจจะไปแต่งเพิ่มนิดหน่อย เอามาเรียงกัน เป็น 8 แบบที่ใช้ได้
- ถ้าเราแตะหน้าจอ *** เราจะสามารถเข้ามาที่การ Setting ค่า Hardware พวกปุ่มกด Footswitch หรือ Scene ต่างๆ ได้ โดยเข้ามาที่ Hardware Assign ซึ่งเราสามารถตั้งค่า ปุ่มกดและ Expression Pedal Footswitch เราสามารถตั้ง Delay ตาม Tempo เพลงได้ ตั้งค่าตัว Midi Control และเราสามารถตั้งค่าปุ่มกดว่าเราจะใช้เป็นแค่ Toggle ปุ่ม เปิด ปิด Hold กดค้างเพื่อใช้งาน Footswitch ในการสั่งงาน (Foot Switch B) หรือเลือกเป็น Scene เพื่อกัน เวลาเปลี่ยน Rig ต่างๆ แล้วเสียงกระตุก ในส่วนของ Footswitch เราสามารถใช้ได้ 2 แบบ คือ Classic และ Advance ในส่วนของ Classic เราจะเลือกผสมเสียงได้อย่างละตัว เช่น Footswitch A ใช้เป็น Volume Control (เลือกปรับระดับความดังจาก 0-100 หรืออาจจะเป็น 40-100 ก็ได้ หมายความว่าเวลายกเท้าออกถ้าปิด 0-100 เสียงจะเงียบ แต่ถ้าตั้งเป็น 40 พอยก Footswitch สุด เสียงจะไม่เงียบ จะดังอยู่ในระดับ 40 เป็นต้น ตรงนี้ปรับค่าได้ที่ Assign กับ Range) พอเปลี่ยนมาใช้ Footswitch B จะผสม เสียง Delay หรือ Modulation ต่างๆ เข้ามาได้ อีก 1 ตัว แล้วเมื่อกดที่ตัว Footswitch จะเป็นเสียงเอฟเฟ็กต์ที่เราเลือกผสมเข้ามา แต่ถ้าเป็นใน Mode Advance เราจะสามารถผสมเอฟเฟ็กต์ เพิ่มเข้ามาได้อีก 4 เสียง โดยปรับค่าเสียงที่ผสมเข้ามาตรง Assign กับ Range
- ระบบ Hand Free Mode สามารถใช้การปรับค่าต่างๆ โดยใช้ ตัว Foot Control ได้ กดปุ่มตัวที่จะปรับค้างไว้ แล้ว ปุ่มกดด้านบน 6 ปุ่ม จะกลายเป็น Parameter สามารถตั้งค่าได้โดยใช้ Footswitch กดขึ้นลง ถ้าจะออกจากการตั้งค่าให้กดปุ่มด้านล่างซ้ายค้างไว้
- สามารถ Loop ได้ 20 นาที และอัดทับได้ 100 Layer
- ใน Global Setting จะมี 3 หน้า หน้าแรกจะมีการตั้งค่าความสว่างของ LED แสดงผล ตัว Input Output ต่างๆ สามารถตั้งค่า Sampling Rate ได้ 3 ค่า 44.1-48.0-96.0 ตั้งค่าเปิดปิด USB Audio และค่า Midi Control ทั้งหลาย หน้า 2 จะเป็น EQ ของ Output ในส่วนของ Output ที่เป็น XLR หรือ Amp Line ต่างๆ หน้า 3 จะเป็น ตัวควบคุม เปิด ปิด External Expression เปิด ปิด Confirm Unsaved (เวลาตั้งค่าแล้ว Save ค่าต่างๆ จะมีตัวนี้ออกมา แต่ถ้าปิด คือ Save แล้ว Save เลย) สุดท้ายเป็น Auto Assign

Preset
เอฟเฟ็กต์ใน HeadRush จะมีดังนี้
- ในส่วนของ ภาค Amp จำลองมี 34 แบบ เช่นตระกูล Tweed ต่างๆ 59 Tweed Prince 59, Deluxe 59, Tweed Bass หรือแบที่จำลอง Blackface เช่น 64 Black Lux Vib, Lux Norm, VIB, 65 Black Sr, Black Mini แล้วก็จะมีอย่าง 65 J45, 66 AC Hi Boost, 67 Black Duo จากนั้นเป็นพวก Plexi 67 Plexi Glas Vari, 68 Plexi Glas 50W, 69 Plexi Glas 100W จากนั้นจะเป็น Blue Line Bass, 82 Lead 800 100W, M-2 Lead ตระกูล SL-100 มีเสียง Drive, Crunch, Clean จากนั้นจะมี 92 Treadplate Modern-Vintage, 93 MS30 ตระกูล RB RB-01B Red, Blue, Green จากนั้นจะเป็นจำลองแอมป์ Mod ต่างๆ 82 Lead 800 Bass Mod, 89 SL-100 Ext Range, 82 Lead 800 Bright, 67 Black Shimmer, 59 Deluxe Gain Mod, 68 Plexi EL84 Mod, 66 AC Hi Boost Mod, 69 Blue line Scoop
- ในส่วนของ Cabinet มี 15 แบบ 1X8 Custom, 1X12 Black Panel Lux, 1X12 Tweed Lux, 1X15 Open Back พวกที่เป็น 2X12 เช่น Ac Blue, Black Panel Duo, B30, Silver Cone ที่เป็น 4 ดอก เช่น 4X10 Tweed Bass, Black Sr, 4X12 Classic 30W, 4X12, 65W, 4X12 Green 25W, 4X12 Green 20W และ 8X10 Blue Line
- จำลอง Microphone 10 แบบ DYN 7, DYN 57, DYN 409, DYN 421, COND 67, COND 87, COND 414, RIBBON 121, DYN 20, DYN 12
- เสียงแตก มี 6 แบบ ประกอบด้วย White Boost, Green Jrc-Od, DC Distort, Black OP, Tri Fuzz, 8-BIT Crush
- จำพวกที่เป็นเสียงพิเศษเช่น Rotary จะมี 8 แบบ ในส่วนของ Dynamic/EQ ต่างๆ มี 7 แบบ ตัว Modulation มี 13 แบบ ตัว Delay Reverb มี 7 แบบ แล้วนอกนั้นจะเป็น Expression Pedal เช่น Wah Wah ต่างๆ
- สามารถโหลด IR ได้

จุดแข็ง ระบบ Touch Screen เป็นสิ่งแรกที่ทำให้ทุกคนพุ่งเข้ามาหา HeadRush จอไฟ LED ที่ใช้ในการแสดงผลทำให้มันดูน่าตื่นเต้น ที่สำคัญการใช้งานไม่ได้ซับซ้อนเกินไป ลูกเล่นของ Expression Pedal ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ การที่สามารถใช้ได้ทั้ง 2 แบบ การผสมเสียงต่างๆ ถือว่าเป็นจุดแข็งสุดๆ ของ HeadRush วิธีการใช้งานที่ค่อนข้างสะดวก และประมวลผลเร็ว มีการปรับ EQ แบบ Hand Free Mode ที่สะดวกเวลาเล่นจริงๆ รวมถึง Looper ที่สามารถเล่นได้อย่างสะใจ โหลด IR ได้ รูปลักษณ์ค่อนข้างโฉบเฉี่ยวมากสำหรับ HeadRush ที่สำคัญราคาไม่สูงมากอีกด้วย จึงทำให้เป็น Multi ที่มาแรงในช่วงปีที่ผ่านมา
จุดอ่อน ถึงอย่างนั้น HeadRush ก็มีสิ่งที่อาจจะต้องปรับปรุงอยู่เหมือนกัน อย่างแรกก็คือ Signal Chain ที่มีบังคับ 3 แบบ แม้ว่าความเป็นจริง ก็เพียงพอนั่นแหล่ะ แต่มันก็ทำให้ตัวเลือกในการทดลองน้อยไปนิดหน่อย เอฟเฟ็กต์ในตัวที่ค่อนข้างน้อย ภาค Output ก็ไม่เยอะมาก เสียงของเอฟเฟ็กต์และแอมป์ที่อยู่ในตัวไม่หวือหวามากนัก อาจจะต้องโหลด IR มาใช้ จุดนี้เป็นจุดที่ HeadRush ต้องทำการบ้านเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
รูปลักษณ์ภายนอก/ความสวยงาม
* * * * *
ระบบ Touch Screen ทำให้ดูทันสมัยและง่ายต่อการใช้งาน รวมถึงไฟในการแสดงผลต่างๆ ดูทันสมัย
ฟังก์ชั่นการใช้งานเบื้องต้น/ยาก-ง่าย
* * * * *
ฟังก์ชั่นต่างๆ ใช้ไม่ค่อยยาก จิ้มแล้วปรับได้เลย Signal Chain ไม่เยอะ ทำให้ง่ายต่อการวางตำแหน่งเอฟเฟ็กต์และตั้งค่าต่างๆ รวมถึงการจัดการระบบ Rig หรือ Set List ที่ง่ายต่อการเลือกใช้
ฟังก์ชั่นพิเศษ/โดดเด่น
* * * *
ฟังก์ชั่นที่โดดเด่นนอกจาก Touch Screen ก็พวก ระบบ A-B Footswitch ที่ตั้งผสมเสียงได้หลากหลาย
ความแข็งแรง/ทนทาน
* * * *
ใช้ได้ดีทีเดียว
ราคา/ความคุ้มค่า
* * * *
ราคาอยู่ที่ 42,000 อาจจะมีเอฟเฟ็กต์ให้เลือกใช้น้อยไปสักนิด
Axe & Kemper


สำหรับ 2 ตัวนี้เราขอเขียนถึงโดยประมาณ เพราะว่าตัว AXE III ยังไม่ได้มาถึงเมืองไทย และ Kemper เองก็ไม่ได้ Update มากเท่าไหร่ อย่างไรก็ดี นี่คือ 2 แบรนด์ ที่ทำให้โลกของ Multi Effect และ System มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่
Axe : ขอเริ่มจาก Fractal Audio ของ Chase Cliff ก่อน ในช่วงปี 2000 ปลายๆ Axe ได้ออกมาอาละวาดในโลกของวงการเครื่องดนตรี ด้วยความที่เป็นยุคของการเริ่มต้นในดนตรีสไตล์ Djent ที่เล่นกีตาร์ 7-8 สาย ซึ่งในเวลานั้น Multi Effect ที่มายังไม่ศักยภาพมากพอที่จะซัพพอร์ตมือกีตาร์เหล่านั้นได้เต็มที่ โดยเฉพาะเสียงพวก High Gain ที่ค่อนข้างมีรายละเอียดมาก บวกกับย่าน Low End ของกีตาร์ 7-8 สาย ทำให้ในช่วงนั้น ทางเดียวที่จะได้เสียงที่สมบูรณ์คือการใช้ชุด Amp ขนาดใหญ่ และระบบที่สมบูรณ์ แน่นอนสิ่งที่ตามมาก็คือความลำบากในการขนย้าย Axe มองเห็นปัญหานั้น ซึ่ง Axe นั้นใส่ทั้งหมดเข้าไปอยู่ในเอฟเฟ็กต์ระบบปฏิบัติการตัวเดียวได้อย่างเหลือเชื่อ นอกจากนั้นยังมีการอัพเดตเสียงต่างๆ ใน Firmware อีกด้วย การจำลองเสียงต่างๆ ที่มีระดับ ร้อยแบบขึ้นในแต่ละแอมป์ เอฟเฟ็กต์ การคัดย่าน EQ มากมาย รวมถึงเสียงจำลองไมค์ ทั้งระยะห่าง เสียงอากาศ ระบบการตัดจี่อย่าง Humbuster ที่ทำให้เสียง High Gain มี Noise ลดลง ทั้งหมดนี้ทำให้ Axe ค่อนข้างสมบูรณ์แบบมากๆ เป็นแบรนด์ที่ยกระดับ Digital ขึ้นมาได้อย่างชัดเจน แอบกระซิบว่าตอนนี้ Axe III ที่กำลังจะมา สิ่งที่จะเปลี่ยนจาก Axe II คร่าวๆ ก็คือ Input Output ที่มากขึ้น สามารถเรียง Signal Chain ได้อิสระโดยมีบล็อกเพิ่มขึ้น เป็น 84 บล็อก รวมถึง DSP ที่พัฒนามากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้พวกเขาไม่ต้องพึ่งพาระบบ Scene อีกต่อไป
Kemper : Kemper คือนวัตกรรมสั่นสะเทือนวงการอีกเช่นกัน เมื่อมันถูกเริ่มปฏิบัติการในปี 2011 จากการขยายความของ Axe แน่นอนว่าคำว่า Digital ไม่มีทางแทน Analog คำๆ นี้มันยากที่จะแทนกันได้ ไม่ว่าระบบปฏิบัติการคุณจะเทพขนาดไหนก็ตาม Axe ก็หนีความจริงจุดนี้ไม่พ้น แม้ว่าพวกเขาจะสามารถจำลองเสียงต่างๆ ได้อย่างมากมาย แต่ก็มีเสียงบ่นเล็กๆ จากคนเล่นกีตาร์สายไดนามิก ว่า Axe ยังทำจุดนี้ขาดอยู่ นิดๆ หน่อยๆ เพราะอะไร คนเล่นสายไดนามิก ส่วนใหญ่มักจะเล่นกับเอฟเฟ็กต์แบบ Analog และแอมป์จริงๆ ที่สร้างไดนามิกได้ พวก Headroom หรือแม้แต่เสียงลมจากดอกลำโพงที่บางครั้งคุมไม่ได้มันคือเสน่ห์ Axe ทำได้ก็จริงแต่มันสมบูรณ์เกินจนแข็งไปสักนิด (คือ Axe ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ แต่บางอย่างก็ต้องการความไม่สมบูรณ์แบบบ้าง) ดังนั้นสิ่งที่ Kemper ทำ คือคิดค้นใน นวัตกรรมที่เรียกว่า Amp Profiling ที่ทำให้ชื่อของแบรนด์นี้เป็นที่สนใจ ทำให้ทุกคนบนโลกดนตรีหันมามองพร้อมกัน เอฟเฟ็กต์ที่อยู่ใน Kemper ถ้าเทียบกับแบรนด์อื่นแทบสู้กันไม่ได้ เพราะมีน้อยมากแต่ พระเอกก็คือเทคโนโลยี Amp Profiling ซึ่งสามารถทำการดูดเสียง Amp จริงๆ มาอยู่ในตัว Kemper ได้ ซึ่งหมายความว่าอะไร หมายความว่าถ้าคุณอยากได้เสียง Amp Dumble ราคาหลักล้าน ที่ว่ากันว่าเป็นสุดยอดของแอมป์สายไดนามิก แล้วเผอิญคุณมี Kemper แล้วรู้จักใครสักคนที่มีแอมป์ตัวนี้ คุณสามารถใช้สายแจ็ค ¼ ไมค์ และสาย XLR เพื่อที่จะทำเสียงของ Amp ตัวนี้มาอยู่ใน Kemper ได้ มันคือการโอนเสียงของแอมป์จริงๆ มาอยู่ใน Kemper ซึ่งทุกคนที่เล่นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันใกล้เคียงที่สุดแล้ว ที่สำคัญมันยังดูดเสียงของ Axe ได้อีก เราไม่ต้องยกแอมป์ Hi End ของเราไปที่ไหน มีเพียง Kemper เราก็ได้เสียงนั้นมาแล้ว
จุดแข็ง Axe นั้นมีความสมบูรณ์มากที่สุดในหมู่มวล Digital Effect แล้ว เพราะมีทุกอย่างในตัวตั้งแต่จำลองเสียงต่างๆ ระยะห่างของไมค์ ยันเสียงลมที่ออกจากดอกลำโพง รวมถึงการที่สามารถแยก Chain ได้อิสระสุดๆ และการปรับ EQ ที่ละเอียดยิบย่อย ทำให้ Axe มีทุกอย่างที่มือกีตาร์ควรจะมี ส่วน Kemper การที่สามารถนำเสียงแอมป์จริงเข้ามาอยู่ในตัวได้นี่ก็น่าจะมากเกินพอแล้ว เราสามารถมีเสียงแอมป์ที่ดีที่สุด ไม่ว่ามันจะเป็นโคตะระแอมป์หลอดจากไหน ราคาเท่าไหร่ โดยไม่ต้องยกไปมา ให้หวาดเสียว และเอฟเฟ็กต์ในตัวมันที่มีความพอดีอยู่แล้ว เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรม Digital ในฝันของหลายๆ คน
จุดอ่อน สั้นๆ ง่ายๆ แพง ทั้งสองอย่าง ราคานั้นใกล้เคียงหกหลัก เพราะถ้าจะให้สมบูรณ์ก็ต้องมีภาค Midi Control ซึ่งก็ต้องใช้กำลังทรัพย์เยอะ ผู้เล่นทั่วไปจึงไม่เหมาะเท่าไหร่ เหมาะกับงานสตูดิโอหรือศิลปิน ดังนั้นการเข้าถึงคนทั่วไปจึงค่อนข้างยากมาก ที่สำคัญราคาก็จะไม่ต่ำไปกว่านี้ เพราะต้องอัพเกรดขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นเอง
ตัวแปรสำคัญ
นอกจากการแข่งขันกันของแบรนด์ที่เรายกตัวอย่างมาแล้ว เรายังมีตัวแปรภายนอกที่มีผลกระทบต่อวงการ Multi Effect ซึ่งทำให้สงคราม Multi นั้นแบรนด์ต่างๆ ต้องเฝ้าระวังกันทุกฝีก้าวเลยทีเดียว ปัจจัยนั้นก็คือ


- Multi ราคาย่อมเยา อย่างที่เกริ่นไปว่ามีแบรนด์ อย่าง Mooer ที่ทำการพัฒนาเอฟเฟ็กต์ขนาดเล็ก ให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ พวกตัวใหญ่มากที่สุด สิ่งที่ทำให้พวกเขาได้เปรียบก็คือราคาที่ต่ำกว่าทุกแบรนด์ แต่มีฟังก์ชั่นที่จำเป็นใกล้เคียงกับ Multi ใหญ่ๆ พวกเขาเป็นยักษ์ ตัวเล็กที่มีกำลังแข็งแรงพอสมควรทีเดียว
- Software โลกทุกวันนี้เราสามารถหาสิ่งต่างๆ ได้ในโลกของอินเตอร์เน็ต นั่นรวมถึงเอฟเฟ็กต์กีตาร์ด้วย Plugins ที่เป็น Software ต่างๆ ถูกพัฒนามากขึ้น สิ่งที่เราได้เห็นก็คือเราได้เห็น มือกีตาร์หลายคนที่หิ้ว Interface กับ Note Book ไปใช้ในการเล่นแทน Effect ต่างๆ เราจะได้เห็นโปรดักท์อย่าง Positive Grid, UA Apollo ที่เป็นเหมือน Interface ใช้งานคู่กับ Plugins แน่นอนมันตัดปัญหาเรื่องความสะดวกในการขนย้ายได้อย่างชะงักทีเดียว
- การปรับตัวของ Analog แน่นอนว่าตัว Effect หรือ Amp ที่เป็น Analog ถ้าปล่อยไว้ แบรนด์อาจจะแย่แน่ จึงทำการลดขนาดให้เล็กลง หรือการรวมเสียงทุกอย่างในก้อนเดียว เราจะเห็นตัวอย่างจากหัวแอมป์ VOX ที่มีขนาดเล็ก แต่สามารถขับได้ถึง 50W หรือเอฟเฟ็กต์ nutube ของ Ibanez Tube Screamer บางคนก็จะใช้สิ่งเหล่านี้ควบคู่ Multi Effect ไปด้วย จะบอกว่าเป็นทั้งคู่แข่งและสหายร่วมรบก็ได้
- Controller ของสาย DJ ต่างๆ แม้จะไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงแต่ก็มีผลกระทบใหญ่หลวงนั่นคือเทรนด์ดนตรีที่เปลี่ยน เราจะเห็นว่าคนเล่นกีตาร์ไฟฟ้าลดลง เมื่อลดลงผลกระทบมันก็มาที่ Effect อย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งปัจจัยนี้คือสิ่งที่เหนือการควบคุม เทรนด์ดนตรีโลก อาจจะทำให้การพัฒนา Effect ต่างๆ มีผลกระทบได้





































