เซลามัตตากิ ทุกๆ ท่าน วันนี้ขอเปิดด้วยภาษาอินโดนีเซีย เนื่องจากในวันที่ 19 กันยายน 2561 เป็นวันที่ทาง The Guitar Mag ของเราได้รับเชิญจากทางบริษัท Yamaha Thailand ให้ได้ร่วม Trip เดินทางไปประเทศอินโดนีเซีย ร่วมกับเจ้าของและตัวแทนจากเว็บดนตรีชั้นนำอย่าง Guitarthai.com, Acousticthai.net, Chordtabs CT Music รวมถึงร้านค้าและโรงเรียนดนตรีอย่าง Music Arm, สินธ์ทอง, Glory Music, Crossroad Music รวมถึงทีมงานจาก Yamaha ทีมโปรดักชั่น และ MR.Hisanori Murakami ที่เป็น Vice President ของ Siam Music Yamaha ถามว่าไปทำอะไรที่อินโดนีเซีย เอาล่ะเดี๋ยวเราจะค่อยๆ บอกเรื่อยๆ ใน Scoop นี้ก็แล้วกัน

หลังจากที่ทุกคนมารวมตัวกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตอน 5.00 น. เราก็ทำการเช็คอิน โหลดของ และไฟล์ตของเราก็ออกเดินทาง เที่ยวบิน TG433 เวลา 8.00 ถึงสนามบิน Soekano Hatta ประมาณ 11 โมงกว่าๆ เกือบเที่ยง โดยที่มีไกด์มารอรับเราที่สนามบิน ซึ่งวันที่เราไปทางอินโดนีเซียพึ่งจัดแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์เสร็จไป ทำให้เราได้เห็นพวกรถไฟฟ้า ขึ้นมามากมาย (ก่อนหน้านี้น่าจะยังไม่มี)


ไปถึงอย่างแรก กองทัพต้องเดินด้วยท้อง กินก่อน ไกด์ของเราพาไปทานอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารสไตล์อินโดนีเซีย ซึ่งก็อร่อยใช้ได้ (สะเต๊ะเด็ดสุดๆ แม้จะเป็นไก่ กับเนื้อ แต่เด็ดจริงขอบอก) เอาล่ะเติมพลังแล้ว เช็คอินเข้าที่พัก แล้วเราก็ไปเที่ยวกันต่อ ไกด์เราพาไปเมืองจำลอง Taman Mini ก็ได้เดินดูสถาปัตยกรรม สิ่งปลูกสร้างต่างๆ แต่เดินได้ไม่หมดเพราะพวกเราส่วนใหญ่ก็เริ่มหมดพลังกันแล้ว ก็ดูนั่นดูนี่ถ่ายรูปสักพัก ก็กลับเข้าโรงแรมเพื่อพักผ่อน รอทานอาหารเย็น รอบเย็นเป็นอาหารญี่ปุ่นซะด้วย ก็สั่งกันมาแบบสะใจวัยรุ่นทีเดียว (แต่แอบบอกว่าที่อินโดฯ ยังทำอาหารญี่ปุ่นไม่ค่อยโดน ต้องให้ปรับตัวสักพัก) หลังจากทานเสร็จก็ไปพักผ่อนที่โรงแรม ตามเดิม เพื่อวันพรุ่งนี้จะได้ลุยงานกันจริงๆ โดยจะมีทีมแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกไปที่โรงงานเพื่อถ่ายทำวีดีโอ โปรดักชั่น ส่วนกลุ่มที่ 2 ไปตะลุยห้าง (แหมดูลำบากจัง) โดยเราจะไปดูโรงเรียนดนตรี Yamaha ที่ใหญ่ที่สุดใน Jakarta ชื่อว่า Music Square โรงเรียนดนตรีนี้นอกจากเป็นโรงเรียนแล้วยังเป็นศูนย์ใหญ่ของอุปกรณ์ดนตรี Yamaha ในประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย

จากที่เห็นที่นี่จะเน้นขายพวก คีย์บอร์ด มากกว่ากีตาร์ จะมีคีย์บอร์ดบางรุ่นที่ไม่มีในไทยด้วย (คือจะมีเสียงพวกเครื่องเคาะพื้นบ้านของทางอินโดฯ ใส่เข้าไปด้วย) คราวนี้มาที่กีตาร์กันบ้าง ต้องบอกว่าที่นี่มีกีตาร์ไม่ค่อยเยอะ แต่ก็มีบางรุ่นที่ไม่ค่อยมี หรืออาจจะไม่มีเลยในบ้านเราเช่น กีตาร์โปร่ง F335 ด้านกีตาร์ไฟฟ้า จากที่เห็นดูเหมือนทีนี่จะชอบรุ่น Revstar เห็นค่อนข้างเยอะอยู่ และเอาไว้เป็นตัวโชว์ด้วย จากนั้นเราก็ได้พูดคุยกับผู้บริหารที่นี่เกี่ยวกับเรื่องการเรียนการสอนดนตรีของที่นี่ เขามีการสอนดนตรีให้ตั้งแต่เด็กเล็กๆ โดยเน้นให้เด็กฝึกฟัง และขยับตามจังหวะให้เป็นก่อน แล้วจากนั้นค่อยๆ ขยับ ตามความยากง่าย มีการเรียนพร้อมผู้ปกครอง มีเวทีให้แสดงในทุกๆ เดือน ผู้บริหารโรงเรียนดนตรีของ Yamaha ที่นี่บอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนดนตรีก็คือการที่เด็กๆ ได้แสดงออก ไม่ใช่แค่เล่นเก่งอย่างเดียว เจ๋งดี!!! ซึ่งที่นี่ถือว่ามีเด็กเรียนค่อนข้างเยอะ (มีครูดนตรี 65 คน นักเรียนมีหลักพันขึ้น) ที่สำคัญด้วยความที่ค่าเงินของอินโดนีเซียจะถูกกว่าบ้านเราพอสมควร ทำให้ค่ากิน ค่าอยู่ รวมถึงค่าเรียนดนตรีจะต่ำกว่าเราประมาณนึง นั่นรวมถึงค่าเรียนดนตรีด้วย

หลังจากได้มาดูงานเรียบร้อยก็ถึงเวลารับประทานอีกครั้ง รอบนี้มีหมูเหมือนหมูกรอบด้วย แม้อินโดนีเซียจะเป็นประเทศมุสลิม แต่ก็จะมีโซนคนจีน หรือร้านอาหารจีน ที่ขายเบียร์ หรือ เมนูที่ทำจากเนื้อหมูได้บ้าง จากนั้นไกด์ก็พาเที่ยวอีกครั้ง แต่คราวนี้ไปแค่โฉบๆ เพราะคนเยอะ เลยเปลี่ยนกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม เพื่อรออีกกลุ่มนึงให้กลับมาจากนอกเมืองก่อน (โรงงาน Yamaha อยู่ด้านนอกเมือง Jakarta) ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือ เลยได้มีโอกาสไปสำรวจชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่ ก็ต้องบอกว่าคนอินโดฯ มีวิถีชีวิตใกล้เคียงบ้านเรามากทีเดียว ส่วนเรื่องที่อาจจะหนักพอๆ กับบ้านเรา หรืออาจจะหนักกว่าคือเรื่องรถติด แต่ถ้าคนไทยไปอาจจะชินไม่มีปัญหา เดินสำรวจเล็กๆ น้อยก็เข้าที่พักพร้อมกับ กลุ่มที่ 2 ที่กลับมาจากโรงงาน จากนั้นเราก็ไปทานมื้อเย็น แฮงค์เอาท์เล็กน้อย พักผ่อนเพื่อไปลุยกันในวันที่สาม
เอาล่ะวันนี้มาทำงานจริงจังแล้ว และเป็นเหตุผลที่ทาง Yamaha เชิญเรามาดูโรงงานในครั้งนี้ เรามาถึงที่โรงงานช่วงสายๆ หน่อย โดยทางทีมงานของ Y.M.M.I (Yamaha Music MFG Indonesia) ที่เป็นคนญี่ปุ่นและคนอินโดนีเซีย มาต้อนรับและอธิบายความเป็นมาของโรงงาน และผลงานของทาง Yamaha บริษัทที่ผลิตเครื่องดนตรีในเครือ Yamaha ของอินโดนีเซียมี 7 แห่ง ใน Jakarta มี 5 แห่ง จะเน้นผลิตกีตาร์ เปียโน อีก 2 แห่งจะอยู่ใน Surabaya จะเน้นผลิต P.A. , เครื่องเป่าซึ่งโรงงานที่เรามาเยี่ยมเยือนสร้างในปี 1989 และในปี 1992 สามารถส่งสินค้าต่างๆ 100,000 Unit ทั่วเอเซีย จนถึงการนับสถิติแบบล่าสุดในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2016 ก็สามารถส่งกีตาร์ออกไปได้กว่า สิบล้านตัวแล้ว (สุดยอด!!) ในปี1990 จะส่งกีตาร์โปร่งได้เยอะที่สุด และ 1998 จะส่งออกกีตาร์ไฟฟ้าได้เยอะที่สุด ในการทำงานต่อวันการผลิตกีตาร์โปร่งจะอยู่ที่ 3,500 ตัวต่อวัน และไฟฟ้า 350 ตัวต่อวัน ซึ่งในจำนวน 3,500 ตัวของอะคูสติก 60 เปอร์เซนต์จะเป็น C40 และ F310
คราวนี้มาที่ประเด็นหลักของการมาเยี่ยมเยียนโรงงานครั้งนี้ มันต้องเริ่มตั้งต้นที่ Cites (ไซเตส) คืออนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าคืออะไร ตัวนี้เป็นสัญญาเป็นกฎในการอนุรักษ์สัตว์และพืช คำว่าพืช ก็คือต้นไม้นั่นเอง และแน่นอน แจ็คพ็อต มันไปตกที่พืชตระกูลที่เรียกว่า Rosewood คุ้นๆ ชื่อมั้ย ใช่ Rosewood ที่ทำกีตาร์เนี่ยแหละ โดยในปี 2017 ทาง Cites ได้บอกว่าห้ามมีการจำหน่ายไม้ Rosewood ประดุจดังใครเอาหินเขวี้ยงรังต่อ รังผึ้ง ข่าวนี้สร้างความตกใจให้กับบรรดาคนที่เกี่ยวข้องกับวงการกีตาร์ทั้งผู้ขาย ผู้ซื้อมากมาย เพราะมันเข้าใจง่ายๆ ว่าห้ามใช้ Rosewood นั่นเอง แต่เดี๋ยวก่อน ก่อนจะแตกตื่นมากไปกว่านั้น มันมีรายละเอียดของเรื่องราวนี้อยู่ ประเด็นแรก Rosewood ที่ห้ามเลยนั่นคือ Brazilian Rosewood และ Cocobolo (Cocobolo ยังพออนุโลมบ้าง) แต่ไม่ใช่ Rosewood ทุกสายพันธุ์ (แปลง่ายๆ ว่ากีตาร์รุ่นไหนที่เป็น Brazilian Rosewood ห้ามซื้อขายเด็ดขาด ซึ่งถ้าจะซื้อก็อาจจะต้องขอใบอณุญาติ ซื้อจากตัวแทน ถ้าหิ้วเองเข้ามาอาจเสี่ยงต่อปัญหามากมาย หนักๆ อาจโดนยึดได้) แต่ Rosewood พวกสายพันธุ์ Indian ยังไม่ได้ห้าม และแน่นอน Indonesian Rosewood ก็เช่นกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้โรงงานกีตาร์หลายๆ แบรนด์ ย้ายฐานมาที่อินโดนีเซีย รวมถึง Yamaha ด้วยเพราะเรื่องทรัพยากร นั่นเอง รวมถึงค่าแรงที่ถูกของคนงานด้วย
นั่นหมายความว่า บรรดาเหล่ามือกีตาร์ทั้งหลายไม่ต้องตกกะใจไป เพราะ Yamaha ยืนยันกับเราว่าแม้แต่กีตาร์โปร่งที่ถูกผลิตมากที่สุดอย่างรุ่น F310 หรือ C40 ก็ยังมีไม้ Rosewood เพราะเขาใช้แล้วมีการปลูกทดแทนนั่นเอง และที่อินโดนีเซียก็มี Rosewood เพียงพอต่อความต้องการไปอีกนาน นอกเหนือจากนั้น Yamaha ยังมีคลังไม้อื่นๆ สต็อกไว้อีกเพียบ ดังนั้นไม่ต้องตกใจไปว่า Rosewood จะหมดไป (แต่ว่าในอนาคตอาจจะต้องมีไม้ทดแทนแน่ๆ แต่ยังอีกไกลนะ) เอาล่ะคราวนี้ถึงเวลาเยี่ยมชมโรงงาน (เขาขอไม่ให้เผยแพร่รูปเพราะมีรุ่นใหม่ๆ เป็น Prototype อยู่ อ้าวบอกทำไม 5555) เราได้เห็นทั้งตู้อบไม้ ในพาร์ทของการใส่อุปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่งานเฟร็ต ใส่ Bridge ทำ Rosette ฯลฯ โดยคนงานที่นั่นทำค่อนข้าง โปรฯ ทีเดียว คุมงานโดยคนญี่ปุ่น กับเครื่องจักรที่ได้มาตรฐาน เรียกว่าไว้ใจได้เลย (แต่เห็นคนทำงานแล้ว ไม่อยากให้พี่ๆ ทุบกีตาร์กันเลยบแฮะสงสารคนงาน) ซึ่งจากที่เห็นก็พอเข้าใจเลยว่าทำไมบ้านเรา ยากที่จะมีโรงงานกีตาร์ ดังนั้นเห็นกีตาร์ Made In Indonesia อย่าพึ่งยี้กันซะก่อนล่ะ หลังจากเยี่ยมชมโรงงานพอหอมปาก หอมคอ หอมกลิ่นทินเนอร์ (แทบเมา) ออกมาถึงเวลาเที่ยงพอดี เราก็ได้เห็นคนงานออกมา ทำพิธีละหมาดกันโดยพร้อมเพรียง จากนั้นเราก็ถึงเวลากลับจากโรงงาน ระหว่างทางก็ได้ไปแวะร้านเครื่องดนตรี อีกร้านนึง ทำให้เราได้เห็นว่าการที่มีโรงงานผลิตอยู่ที่นี่ ทำให้เครื่องดนตรีที่ออกมามีราคาที่ถูก (นอกจากค่าเงินจะถูกแล้ว เครื่องดนตรีก็ถูกอีกด้วย) และมีบางรุ่นที่สวยๆ อยู่ จบจากตรงนี้พวกเราก็ซื้อของฝากพอหอมปากหอมคอ และกลับไปพักผ่อน เพื่อกลับในวันรุ่งขึ้น

มาถึงตรงนี้ทำให้เราได้เปิดโลกทัศน์หลายอย่าง อย่างแรกคือทำไมต้อง ย้ายฐานการผลิตไปลงที่อินโดนีเซีย สิ่งสำคัญมันไม่ใช่การลดเกรดไม้ หรือลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องของการ “ไม่มีไม้ทำกีตาร์” ซึ่งเป็นเรื่องของทั้งโลก แน่นอนทาง Yamaha ได้แสดงให้เห็นว่า พวกเขายังควบคุมการผลิตให้ได้มาตรฐาน และให้ความมั่นใจได้ว่าว่าพวกเขายังใช้ Rosewood ในการทำกีตาร์อยู่ อย่างที่สองเราได้เห็นมาตรฐานในการบริหารจัดการคนงานของ Yamaha ที่แบ่งสัดส่วน ใช้เครื่องจักรที่ได้มาตรฐาน และมั่นใจได้ว่ากีตาร์ Yamaha จะอยู่กับเราอีกนาน
สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทีมงาน Yamaha ทุกท่าน คุณเขียว Yamaha ที่ให้เกียรติเชิญทางเราไป ขอขอบคุณ MR.Hisanori Murakami Vice President ของ Siam Music Yamaha ที่ให้เกียรติมาต้อนรับขับสู้ และทีมงาน Yamaha ทุกคนที่อำนวยความสะดวกในทุกเรื่องยันหยดสุดท้ายลงสนามบิน และทุกๆ ท่านที่ร่วม Trip ไปด้วยกัน หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะครับ




































