แบตสำรอง (Power Bank)
บอย : อันนี้คือเพลงล่าสุดของผม จริงๆ ผมมีไอเดียนี้มาก่อนตั้งแต่ปีที่แล้วครับ พอดีคำๆ นึงที่ผมได้ไปได้ยินมาว่าเหมือนจะเป็นคนสำคัญนะแต่สุดท้ายเราก็เป็นแค่ตัวสำรองประมารนี้ก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่ามันเหมือนแบตสำรอง Power Bank เลย คือมันเหมือนจะสำคัญนะ แต่สุดท้ายก็เป็นได้แค่นี้ เพลงนี้ผมทำงานกับ “ติ๊ก Playground” ปกติวิธีการเขียนเนื้อของผมกับติ๊ก ก็จะเป็นประมาณว่าเล่าให้ฟัง หรือบางทีผมแต่งฮุคนึงแล้วติ๊กก็ไปต่อยอด อันนี้คือวิธีการที่ทำมาตั้งแต่ “พื้นที่ทับซ้อน” เพลงนี้ก็เหมือนกันนึกอะไรได้ก็ส่งไปเขาก็จะไปตบๆ แต่งของเขามาก็ธรรมดาก็มีปรับคำให้เข้าปากบ้าง ส่วนปิ๊ดบอดี้สแลมนี่ จริงๆ ผมกับปิ๊ดเป็นเพื่อนกันมา 10 กว่าปี ตั้งแต่ทัวร์แคมปัสชุดแรกๆ ชุดความซื่อสัตย์ ก็ทัวร์ด้วยกันเลยได้รู้จักกับ ตูน, ปิ๊ด, เภา ในสมัยนั้น รู้จักกันมาตั้งนานต่างคนก็ต่างทำงาน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าตัวมันก็ทำงานเบื้องหลังมารู้ทีหลังว่าทำให้ น้าเอ๊ะ จิรากร เลยมีโอกาสได้มากินกันที่ร้านผม ก็เลยได้คุยกันว่าอยากทำงานด้วยกัน เลยได้รู้ว่าเขาทำเบื้องหลังด้วย และก็มีมุมมองในการมองเรา คือตัวผมเองเนี่ย มีเพลงฮิตเยอะ อยู่ในวงการมานานแล้วก็มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนว่า เฮ้ย! ถ้านึกถึงบอย ก็จะนึกถึงเพลงช้า เขาอยากเติมความเป็นเอกลักษณ์ของเรื่องดนตรีเข้ามาให้ ก็เลยบอกว่าเดี๋ยวโปรดิวซ์ดนตรีให้ดีกว่า ซึ่งผมก็รู้สึกนะว่าเราอยู่วงการนี้มาก็มัวแต่มองเรื่องเนื้อทำนอง เนื้อหา จนบางทีเรามองข้ามซิกเนเจอร์ตรงนี้ไป ปิ๊ดก็เลยรับอาสาดูแลเรื่องดนตรีไป ก็มาแบบตื๊ดเลย (หัวเราะ) เพราะเขาเป็นคนอัพเดตเรื่องของดนตรีด้วยนะ แล้วก็เหมือนกับเขาชอบอะไรที่มันไกลตัวเองมากเลย ช่วงนี้เขาก็จะอิน EDM ก็จะมีความเป็น แต่ด้วยเมโลดี้มันเป็นทางผมด้วย ทำยังมันก็ยังไม่หนี ฟังยังไงก็เป็นผมอยู่แต่เขาจะเติมซาวด์มากกว่ากับอิเล็กทรอนิกที่มากขึ้น ซาวด์สังเคราะห์มากขึ้น ส่วนเรื่องความร็อคไม่ต้องห่วงเพราะเขามาสายนี้อยู่แล้วเขาก็จะรู้ว่าทำยังไงคนถึงจะฟังแล้วเฮ้ย! มันใช่ ส่วนใน MV ก็มีการคุยกันแล้วก็นำเสนอว่าน่าจะเป็นเนื้อเรื่อง คนๆ นี้จะเป็นแบตสำรองของคนๆ นึง คือเราคิดในเชิง Drama แต่ทีมผู้กำกับคิดออกมาให้เจ๋งกว่านั้นคือไหนๆ จะล้ำจะเทรนด์แล้วก็ออกมาเป็นมนุษย์ Power Bank ซะเลยมันก็เลยจะดู Over ไปเลย ส่วนเรื่อง กิมมิก ภาพต่างๆ พอเราอยู่ในวงการนี้มา 10 กว่าปี มันจะมีแฟนคลับทั้งเก่าใหม่เยอะแฟนใหม่ที่เข้ามาอาจจะไม่ทันเพลงเก่าก็มี บางคนมาเป็นแฟนช่วงหลังๆ พื้นที่ทับซ้อน, ยังไกล, ยังไม่พ้นขีดอันตราย ยังอยู่ในช่วง 5-7 ปีหลัง แต่พวกครึ่งแรก คิดถึง, ช่างไม่รู้เลย, เหงา, เรื่องบนเตียง บางคนก็อาจจะแบบคุ้นๆ เคยได้ยิน แต่ไม่ทันยุคที่มันดังตอนนั้นอะไรแบบนั้น อาจจะรู้ว่ามาเคยได้ยินตั้งแต่เด็ก อย่างก่อนหน้านี้มีน้องมาทำธุระแล้วขอผมถ่ายรูปหน้าลิฟท์แล้วขอถ่ายคลิปให้ผมร้องเพลง “คิดถึง” ให้คุณแม่เขา มันก็เลยคิดว่าเพลงเรามันอยู่ร่วมแบบว่าข้ามสิบปีมาแล้ว ดังนั้นแฟนเพลงก็จะมี Gen ที่ต่างกัน เลยคิดว่าถ้ามันมีอะไรที่ Sync ไปถึงเรื่องราวเก่าๆ ในวันวานก็น่าจะดี ซึ่งถามว่าคาดหวังมั้ย ผมก็คาดหวังทุกเพลงละ แต่ถ้าจะคาดหวังให้มันทำงานเหมือนเพลงไม้ตายของผมมี่ย มันคงไปหวังแบบนั้นไม่ได้ คือมันเป็นเพลงให้คนเห็นว่าเขามาแบบนี้ สนุกสนานขึ้น ไม่งั้น 10 เพลงช้าหมดเลย มันจะหลับ (หัวเราะ) ทุกวันนี้เวลาไปคอนเสิร์ตก็ต้องหยิบยืมเพลงของพี่ๆ เพื่อนๆ คนนั้นนี้มาบ้าง มันก็เป็นสีสันมากกว่าในการทำงาน ที่เราได้อัพเดตตัวเอง จากเดิมเพลงของ Peacemaker อาจเป็นเทาๆ หรือชมพูๆ แต่คราวนี้ก็เติมสีส้มแดงสดเข้ามาเพื่อให้เป็นการรีเฟรชตัวเองด้วย

The Mask Singer
บอย : เจี๊ยบน่ะบังคับผม (หัวเราะ) จริงๆ ผมไม่ชอบไปออกรายการทีวี หรือการแข่งขันอะไรหรอกครับ แต่เขามีคำพูดคำนึงว่า เราไม่ได้ไปแข่งกับใคร, เราไมได้ไปแข่งกับเพื่อนที่เป็นนักร้อง แต่ว่าเรามีเป้าที่จะไปให้เขาจับเราไม่ได้ ฉะนั้นก็ไปแข่งกับคนดูละกัน แล้วก็เราไม่ต้องปลอมเป็นใคร เราแค่เป็นตัวเรา เพราะฉะนั้นคาแร็กเตอร์ต่างๆ มันก็คือตัวตนเรา คือบางคนไปเพื่อเปลี่ยนตัวเองเพื่อไปออกรายการ แต่ของเราเป็นตัวเองให้ดูในมุมที่คนอื่นไม่เคยเห็น ความปากหมาของเรา ทะเล้นของเรา คือความจริงที่คนหรือสิ่งที่เราทำได้อื่นไม่รู้ ก็ไปเป็นตัวเองให้คนอื่นได้เห็นมากขึ้นมากกว่า ได้ร้องเพลงแปลกๆ เยอะ ส่วนใหญ่จะเลือกเพลงที่สอนตัวเราเองมากกว่า หรืออาจจะมีสอนใจต่อคนอื่นด้วย อย่าง “แม่สาย” มันก็แสดงให้เห็นชีวิตคนหลงแสงสี “พลังงานจน” แต่เพลง “Despacito” นี่กะจะเซอร์ไพรส์อย่างเดียว คือมันก็ตั้งใจหนีให้คนจับเราไม่ได้แหละ แต่ถ้าเป็นเพลงไทยที่เหลือเราจะเลือกเพื่อให้คนฟังได้คิดอย่าง “บางระจัน” ให้คนได้เห็นความสามัคคี จริงๆ ตอนแรกก็ไม่มีใครคิดว่าเป็นผมนะ แต่หลังๆ คนที่เคยดูคอนเสิร์ตผมจะจับทางออก อย่างท่าเต้น โยกๆ อะไรแบบนี้ทำให้หลังๆ คนเริ่มรู้

การเปลี่ยนทีมงานดนตรีบ่อยๆ
บอย : ใช่ครับผมค่อนข้างจะเปลี่ยนทีมงานทำดนตรีบ่อย ด้วยจังหวะอะไรก็แล้วแต่ แต่ทุกคนก็ยังทำงานกับผมในส่วนอื่นอยู่ เพียงแต่ว่าเราเหมือนกับเราเปลี่ยนลายมือแค่นั้นเอง ในเรื่องของตัวเพลงแทบจะไมได้เปลี่ยนจาก Peacemaker มาก เพียงแต่ว่าดนตรีแน่นอน เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องปกติของนักร้องเกือบทุกคนในโลกนี้ แบบว่าชุดนี้เป็นแบบนี้ ชุดต่อไปเป็นอีกแบบ ยกตัวอย่าง Bruno Mars ชุดแรกเป็น 80’s ต่อไปก็ขยับเป็น 90’s มันก็ปรับไปเรื่อยๆ ฉะนั้นเรื่องลายมือไม่ได้ซีเรียสเท่าไหร่ แต่ซีเรียสเรื่องเนื้อหาในการเล่ามากกว่าเพราะ บอย Peacemaker ยังคงเล่าเรื่องบุคคลที่สาม ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดที่คนสังเกตมากกว่า เพราะถ้าวันนึงเปลี่ยนไปร้องเพลงแด๊นซ์ที่เน้นมันอย่างเดียว แบบนั้นคนจะงงเสียมากกว่า
ความสนุกในชีวิตนักร้อง
บอย : การร้องเพลงหรือเป็นนักร้องมันก็โชคดีอย่างนึง เพราะมันต้องทำสิ่งเดิมกับคนใหม่ๆ เพราะฉะนั้นจะมีโจทย์ใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ ทั้งเรื่องสตูดิโออัลบั้มที่เจอคนฟังใหม่ๆ มันท้ามายมาก ทำไงให้ถูกใจเขา ทำไงให้คนที่เกิดไม่ทันยุคเทป ซีดี เขาอินกับเรา หรือร้องสดหน้างานก็เป็นอีกเรื่องที่เราไม่รู้เลยว่าจะไปเจอใคร อย่างล่าสุดไปเล่นพม่า มีคนไทยมาดู มีผู้หญิงคนนึง 60 อีกคน 20 เขาร้องเพลง Power Bank ตามได้ กับอีกคนของเพลง “คิดถึง” มันก็เกิดขึ้นในโชว์เดียวกัน เราก็ต้องปรับตัวให้เข้า ซึ่งมันสนุกตรงที่เจอสิ่งใหม่ๆ โจทย์ใหม่ๆ บางที่เป็นผู้ใหญ่หมดเลย บางที่เป็นเด็กวัยรุ่น วิธีที่จะคุยกับเขาก็ต่างกันไป มันไม่ใช่ทุกคนที่มาดูเราคือคนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด วันนี้เจออายุ 50, วันนี้เจอ 25 พรุ่งนี้คนทำงาน ข้าราขการ นายแบงค์ ก็ทำให้เรารู้สึกมันใหม่อยู่ตลอดเวลา สนุก ไม่จำเจ แค่ร้องเพลงเดิมแต่ต่างกันเรื่องกิมมิกที่จะต้องสื่อสารออกไปประมาณนี้
การเปลี่ยนแปลง??
บอย : มันมีสิ่งที่ให้เราคิดอย่างนึงว่าจะทำให้ไงให้คนที่ตามเราจากเทปอัพเดต ให้ได้ เพราะอย่างผมทำร้านอาหารทำให้เจอคนหลากหลายกลุ่มมาก มีพี่ผู้ชายคนนึงเกือบ 50 แล้ว เขาก็ถามว่าน้องเลิกร้องเพลงแล้วเหรอ ผมก็เลยถามกลับว่า เพลงล่าสุดที่พี่ฟังคือเพลงอะไร เขาก็ตอบ “เรื่องบนเตียง” ไง เนี่ยไม่ร้องเพลงใหม่สักที ผมฟังแล้วก็สะดุ้งเลยแบบว่า เฮ้ย! นี่คือเขาตามเราแล้วตามต่อไม่เจอไง เพราะเทคโนโลยีมันพลิกเร็วมากจาก ฟังของเราซื้อเทป ซีดี อยู่ดีๆ ก็โหลดฟังแล้ว คือบางคนก็ไม่ไปด้วย ผมบอกพี่มี YouTube พี่ไป Search ดูเลย เขาก็บอกว่าไม่เอาหรอกวุ่นวาย มีซีดีไหมพี่จะไปซื้อเพลงใหม่แล้ว ผมก็เลยโพสต์ทวิตเตอร์ว่าจะทำไงดีที่มีแฟนเพลงแบบนี้อยู่ที่คอยฟังเพลงวิทยุเรา แต่วิทยุยุคนี้เปิดเพลงตามกระแส YouTube ตามกระแส Streaming ต่างๆ เพลงไหนที่มาวิทยุถึงจะเปิด คนที่เคยเป็นแฟนเราจากวิทยุตอนขับรถ เพลงใครวะ เริ่มติดตาม มันก็ตามต่อไม่ได้แล้ว ซึ่งมันอันตรายมาก ซึ่งนักร้องที่อยู่ในยุคของการข้ามผ่านเทคโนโลยีมีปัญหาหมดทุกคน ผมเองก็งง ว่าจะยังไงต่อดี เราก็ต้องมาคิดว่าจะทำยังไงให้พวกเขายังสามารถตามเราต่อได้ คือตอนนี้มันกระจายไปหมด นั่นคือโจทย์ของเราว่าจะทำยังไงไม่ให้เราหายไปจากชีวิตเค้า ซึ่งเราก็ต้องบาลานซ์ทั้งการทำเพลงด้วย แล้วก็ต้องคิดว่าทำยังไงจะไม่ให้แฟนๆ ที่ตามเราหายไปด้วย อย่างล่าสุดผมมีด้อมแล้วนะ ชื่อ #ใบชา #ด้อมชา (หัวเราะ) ติดตามได้นะ

เพลงที่เปลี่ยนชีวิต บอย Peacemaker
บอย : ถ้าให้พูดถึงเปลี่ยนชีวิตเลย ก็มีเพลง “เหงา” กับ “เรื่องบนเตียง” คือทำให้พลิกชีวิต คนรู้จักเป็นวงกว้างเลยล่ะ เรื่องบนเตียงนี่จะเยอะหน่อย คนรู้จักทั่วเลย แต่ถ้าอินเลยก็เพลงที่ตั้งใจทำให้เจี๊ยบครับคือเพลง “การเปลี่ยนแปลง” เพราะก่อนหน้านี้ผมเป็นคนเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แบบว่าอารมณ์ร้อน เป็นคนต้องคิดอะไรได้แบบนี้ แต่พอมารู้จักเขา เขาก็ไม่ได้ทะเลาะกับเราเพื่อให้เราเปลี่ยน แต่มันเหมือนค่อยๆ ซึมซับ ความนุ่มนวล ทำให้เราเปลี่ยนเรื่อยๆ จนมีเพลงนี้ขึ้นมาซึ่งผมไม่ได้แต่งเอง แต่จะเป็นพี่ชายคนนึงเป็นคนที่เขียนเพลง “คิดถึง” ให้ผม คุยกับเขาว่าอยากมีเพลงๆ นึงเพื่อมอบให้กับคนๆ นึงที่เขาเปลี่ยนชีวิตเราจริงๆ ก็เลยเป็นเพลง “การเปลี่ยนแปลง” ขึ้นมา

Peacemaker!!!
บอย : ผมเจอพีท พีระ ที่งานนึง เขาก็ชวนไปร้องเพลงเล่นคอนเสิร์ตอะไรแบบนี้ ทีนี้จะ Reunion ไหมมันก็ต้องดูกาละเวลานิดนึงว่าเหมาะไหมหรือถึงแก่เวลาหรือยัง จริงๆ ผมไม่ติดอะไรเลย วันนั้นที่เจอกันก็ยืนคุยกันนานมาก เพราะไมได้เจอกันนาน ตอนนี้เหมือนตัวเขาเองผันตัวไปเป็นเบื้องหลัง เหมือนเขาเองไม่ค่อยอยากออกเพลงแล้ว เขาอยากจะซัพพอร์ตน้องๆ ให้รุ่นหลังได้ทำมากกว่า ซึ่งดูตามบทบาทเขาทุกวันนี้ก็เหมือนเขาจะเป็นแบบนั้น ซึ่งถามผม ผมไม่ติดอะไรนะ แต่มันคงต้องมีการขออนุญาตกับทางนี้นิดนึงถ้าจะมีการ Reunion อะไรแบบนี้ ส่วนทะเลาะกันมั้ย ก็ไม่เชิงเป็นเรื่องของการทะเลาะกัน เพราะผมเชื่อว่า ณ วันที่ตัดสินใจแยกกัน ก็มีความเป็นผู้ใหญ่ ณ วันนั้นพอๆ กัน เหตุผลที่ต้องแยกกันเพราะเป็นเรื่องของความต้องการในสิ่งที่ต้องการทำไม่เหมือนกัน ถ้าจะทะเลาะกันจริงจังมันต้องเป็นเรื่องแบบของการโกงกัน หักหลังกัน แต่ผมกับพีทไม่ได้ทำธุรกิจด้วยกัน ผมว่าเชื่อว่าวงหลายๆ วงที่ไปต่อไม่ได้มันเป็นเรื่องของสิ่งที่อยากจะทำแล้วไม่ใช่ ผมชอบแบบนี้เขาไม่ชอบ เขาชอบแบบนี้ผมไม่ชอบ พูดตรงๆ มันอาจจะมีอีโก้ทั้งคู่ ก็เลยไม่ไปต่อดีกว่า แต่พอเวลาผ่านไปมาเจอเขาก็คิดถึงนะ เป็นมิตรภาพดีๆ นะผมว่า ก็ดีใจที่ได้เจอเขาเหมือนกัน
ฝาก
บอย : ก็ฝากแฟนคลับเก่าๆ ว่าอัพเดตโทรศัพท์บ้าง (หัวเราะ) ก็ขอบคุณที่ยังจำได้แม้จะติดในเรื่องของเทคโนโลยีหรืออะไรก็ตาม ขอบคุณที่ยังจำได้และติดตามมาเสมอ และของคุณแฟนคลับใหม่ๆ ที่เข้ามาด้วยและติดตามเราในช่วงเวลายุคนี้ และก็อยากให้แฟนๆ ดูแลสุขภาพ และคนใกล้ตัวที่บ้านด้วย และขอให้เพลงของผมเป็นเพื่อนของคุณในเวลาที่ท้อแท้ใจ ถึงแม้จะเป็นเพลงอกหักแต่ก็ถือว่ายังเป็นเพื่อนคุณที่แบบคอยตบไหล่คุณละกันว่าเฮ้ย! ยังมีคนที่เป็นแบบคุณอยู่นะไม่ใช่แค่คุณคนเดียว แล้วก็ติดตามผลงานได้ที่โซเชียลต่างๆ ครับ



































