เวลาที่เราไปเดินห้างสรรพสินค้า ร้านเครื่องดนตรีในห้างที่เราเห็นเป็นเจ้าแรกก็คือ Music Collection ร้านขายเครื่องดนตรีที่มีการเดินทางยาวนานกับแบรนด์เครื่องดนตรีหลากหลาย และที่พวกเรารู้จักกันดีอย่าง 2 ยักษ์แห่งวงการอะคูสติกกีตาร์อย่าง Martin และ Taylor / อะคูสติกกีตาร์อันดับ 1 ของเกาหลี Crafter และ กีตาร์ไฟฟ้าระดับ Top Tier ของวงการ PRS รวมถึงเครื่องดนตรีอีกมากมาย กับวันนี้ที่มีร้านสาขาถึง 14 สาขาแล้ว วันนี้เราได้รับเกียรติจาก คุณซอล ผู้บริหารคนเก่งของ Music Collection มาเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับร้านและเรื่องน่ารู้ของแบรนด์กีตาร์ที่เรารักมาให้ทุกคนได้ลองอ่านไปด้วยกัน
กับ Music Collection วันนี้ ที่เพิ่งมี สาขาที่ 14
ซอล : ใช่ ตอนนี้เรามี 14 สาขาแล้วค่ะ สาขาที่ 14 ล่าสุดจะอยู่ที่ภูเก็ต ตรง Community Mall ที่ชื่อว่า My Front Yard ซึ่งเป็นสาขาแรกของเราที่อยู่แถวภาคใต้ และใหญ่ที่สุดในภาคใต้ด้วย เราเห็นว่ามีลูกค้าต่างชาติที่เป็นฝรั่ง Order เข้ามาเยอะมาก รวมถึงลูกค้าคนไทย เราก็อยากมีสักที่นึงเพื่อรองรับลูกค้าได้ โดยที่ไม่ต้องรอสั่งจากกรุงเทพฯ มาที่ภาคใต้ ซึ่งเราก็เล็งเห็นคอมมิวนิตี้ดนตรี ผับ บาร์ มีนักดนตรีในภูเก็ตเยอะ ก็น่าจะช่วยให้คนที่อยากได้อุปกรณ์ดนตรีในโซนนี้สะดวกมากขึ้น
หากพูดถึงแบรนด์เครื่องดนตรีที่ Music Collection มีอยู่ตอนนี้ มีแบรนด์อะไรบ้าง
ซอล : จริงๆ เรามีประมาณ 50 แบรนด์เครื่องดนตรีที่เราดูอยู่ แต่ถ้าหลักๆ เลยกีตาร์โปร่งก็จะเป็น Martin / Taylor / Crafter แล้วก็แบรนด์ของเราเองที่ชื่อว่า Nashville ถ้าเป็นกีตาร์ไฟฟ้า ก็จะมี PRS / G&L แล้วก็มี Jet Guitars ถ้าเอฟเฟ็กต์ก็มี Zoom แล้วตอนนี้ก็มี Tank G เพื่อเพิ่มอ๊อฟชั่นให้กับลูกค้ามากขึ้น แล้วก็จะมีพวก Ukulele / Amp / คีย์บอร์ด / กลอง
เราอยากถามว่าการจะเป็นคนที่นำเข้าเครื่องดนตรีแต่ละแบรนด์ ยกตัวอย่าง PRS ต้องเริ่มจากอะไร
ซอล : เอาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ (หัวเราะ) อย่างของเรากับ PRS ก็อยู่กันมาเป็น 10 ปีแล้ว ตอนที่เขาจะเลือกเรา ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเรามีศักยภาพขนาดไหน ที่จะนำแบรนด์ของเขามาให้เราช่วยขยายฐาน เราก็ต้องทั้งพรีเซ็นต์ เรื่องราวของเรา เรื่อง Insight ใน Music Industry ของประเทศไทย นักดนตรีบ้านเรามีใครบ้าง อย่าง น้าแอ๊ด คาราบาวที่เป็น PRS แมนของบ้านเราเลย ซึ่งเราเองก็ต้องพรีเซ็นต์เรื่องเหล่านี้เยอะมาก คือเขาไม่ได้ต้องการแค่ตัวเลขว่าเราจะขายได้ถึงเป้าเท่าไหร่ แต่เขาเป็นแบรนด์ที่มี Royalty สูงมาก เขาอยากให้แบรนด์ของเขา สร้างการรับรู้ เป็นแบรนด์ที่คนไทยอยากลอง อยากเล่น เพราะ PRS ไม่ใช่กีตาร์ราคาถูก จะทำยังไงให้นักดนตรีได้ลอง เพราะฉะนั้นความยากไม่ใช่การนำเข้า แต่เป็นการทำให้คนไทยเปิดใจได้ลอง PRS หรือแบรนด์อะไรก็ตามที่ Music Collection นำเข้ามา
ซึ่งมันก็มีอุปสรรค ความท้าทาย อย่างเช่นเรื่อง ภาษี หรือการเคลียร์ของที่เป็นค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ แต่ที่คนไม่รู้คือเรื่องไม้ เวลาเราขนส่งเข้ามาเราต้องบอกลูกค้าเราว่าเป็นไม้อะไร ผ่านการนำเข้ามาอย่างถูกต้องหรือเปล่า มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะในการนำเข้า แต่เรื่องที่ท้าทายที่สุดคือเรื่องการทำให้คนสนใจนี่แหล่ะ เราเลยต้องขยันทำคอนเทนต์ ทำการตลาด สร้างคอมมิวนิตี้ ในเรื่องกีตาร์ แล้วฐานการผลิต PRS มี 2 ที่ คือ 1 ที่อเมริกา ปีนี้เขาครบรอบ 40 ปี พวกรุ่น USA ต่างๆ Accessories ต้องขนขึ้นเครื่องบินมาเท่านั้น ส่วนของ SE จะมาจาก อินโดนีเซีย ผ่านทางเรือ ซึ่งช่วงแรกๆ แฟน PRS จะเปิดใจยาก เพราะหลายคนก็จะมอง PRS เป็นกีตาร์ High End ไปเลย
อย่างกรณี มีน ไททศมิตร ทาง Music Collection เวิร์คกับเขายังไงบ้าง
ซอล : มันเริ่มจากทาง PRS มีโปรแกรมอันนึงคือ PRS “Pulse Artist” เป็นโปรแกรมที่นักดนตรีทั่วโลกมาสมัครโดนส่งผลงานตัวเอง ว่ามีอะไรบ้าง แล้วหลักๆ ก็คือต้องใช้ PRS แล้วทาง PRS จะคัดเลือกคนๆ นั้น ซึ่งของเราก็มี วิน รัตนพล / นต getsunova แล้วก็ มีน ไททศมิตร ซึ่ง มีน ใช้เยอะสุด แล้ว แท็กเขาตลอดจนเขาเริ่มมองเห็น จนได้เป็น PRS Pulse Artist 3 ปีซ้อน พอปีที่ 4 เลยได้เป็น Official Artist เพราะเชาใช้ PRS มาตลอด และมีผลงานมาเรื่อยๆ เราพยายามผลักดันให้เขาเป็น Brand Global เพื่อให้ได้รับการมองเห็นได้ทั่วโลก แล้วเราก็ได้ทำการ Collab กับ เขา โดยทำ PRS Selection ตัวสีแดงๆ ซึ่งเราก็เห็นลูกค้าที่มารับกีตาร์บอกว่า เป็นกีตาร์ตัวแรกของเค้า แล้วช่วงหลังๆ เวลาแข่งดนตรี เราเห็นน้องๆ ใช้ PRS กันเยอะขึ้น ศิลปินก็ถือ PRS เยอะขึ้น ก็รู้สึกแฮปปี้มาก
กับอีก 1 ข้อสงสัยก็คือบางครั้งเราเห็น Official ของแบรนด์ ประกาศรุ่นใหม่ๆ ออกมา แต่กว่าจะมาถึงบ้านเราใช้เวลานาน ตรงนี้เกิดจากอะไร
ซอล : อืม…จริงๆ แต่ละแบรนด์ก็ต่างกันนะ แต่อย่าง PRS เขาก็จะบอกเรามาก่อน ตั้งแต่งาน NAMM ช่วงมกราคมเลยว่าปีนี้จะมีอะไรบ้าง แล้วพอจะเริ่มทำการปล่อยออกไปช่วงมีนาคม เราจะได้ของมาไว้ก่อน 2 อาทิตย์ อันนี้ในกรณี SE แต่ถ้าเป็น US อาจจะต้องใช้เวลา 6 เดือน เพราะโรงงานเขาพิถีพิถันมาก มีการ QC หลายรอบ ซึ่งเราจะบอกลูกค้าที่สั่งไว้เลยว่าประมาณนี้ ซึ่งก็มีเคสที่เกินเหมือนกัน แต่ลูกค้าก็รับได้ ลูกค้าค่อนข้างเข้าใจ
เรื่องการตั้งราคาสินค้า มีแนวทางการตั้งราคายังไงบ้าง
ซอล : เราตั้งตามมาตรฐานของเมืองนอกเลยนะ พยายามอิงจากมาตรฐานที่เขาให้มา แต่ก็มาบวกค่าขนส่ง กับภาษีนิดหน่อย ถ้าเป็นทาง US ก็ภาษีค่อนข้างสูง แต่ถ้าเป็นของจีนก็ถูกกว่า แล้วแต่ประเทศเลย ซึ่งถ้าไปเปรียบเทียบราคาเมืองนอก หลายคนก็จะรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมถูกกว่า แต่นั่นคือเขาไม่มีค่าขนส่ง หรือถ้าไปซื้อก็ยังไม่ได้บวกค่าหิ้วเข้ามาด้วย ซึ่งเอาจริงๆ ไม่ได้ต่างกับของตัวแทนเท่าไหร่
อย่างเรื่อง “ภาษี Trump” ที่เป็นข่าว ทาง Music Collection ได้รับผลกระทบบ้างหรือเปล่า
ซอล : ตอนแรกก็กังวล แต่ทางแบรนด์ของเราก็ทราบปัญหานี้ เขาก็เลยไม่พยายามทำอะไรให้กระทบกับ Dealer ก็วางแผนไว้แล้ว เลยไม่ค่อยมีปัญหาอะไร
มองวงการเครื่องดนตรีทุกวันนี้ยังไงบ้าง
ซอล : ดีขึ้น ตอนนี้เด็กๆ หันมาเล่นเครื่องดนตรีมากขึ้น เราเห็นได้จากการมีกิจกรรมอย่างการไปเล่นเปิดหมวก รู้สึกว่าดีใจที่เด็กๆ หันมาเล่นดนตรีมากขึ้นโดยเฉพาะหันมาเล่น PRS (หัวเราะ)
แนะนำ PRS 3 รุ่นแบบ “ของต้องมี”
ซอล : อันดับ 1 ก็ต้อง SE Custom 24 ก็เป็น Signature ของแบรนด์อยู่แล้ว แล้วก็ Silver Sky ที่เรามีรุ่น SE ด้วย ซึ่งกลายเป็นเปิดให้แบรนด์เองคนสนใจมากขึ้นด้วย แล้วก็อยากแนะนำ PRS SE Studio ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดค่ะ
ฝากร้าน Music Collection
ซอล : ก็อยากให้ทุกคนแวะมาลอง มาชิลกันได้ มาที่ร้าน Music Collection ตอนนี้ก็มี 14 สาขาแล้วก็เข้ามาลองได้ทุกตัว Happy มากๆ ที่ทุกคนเข้ามาที่ร้านค่ะ




































