The Rock Shredder
มือกีตาร์ฮีโร่ ในสมัยนี้จำเป็นจะต้องมีความหลากหลายในแนวทางสักนิด แน่นอน นอกจากความเร็ว เทคนิคแล้ว สิ่งที่ควรจะต้องมีความหลากหลายในการผสมแนวทางต่างๆ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็มีมือกีตาร์บางคนที่ถ้าเปลี่ยนตัวเองมากไป แฟนๆ ก็อาจจะรับไม่ได้เช่นกัน สถานะและแนวทางของมือกีตาร์จากยุค 80 บางคนจึงจำเป็นต้องคงไว้ เช่นเดียวกับมือกีตาร์คนนี้ Richie Kotzen อัจฉริยะ Rocker ตัวจริง
Finger Shredding
Richie Kotzen เป็นหนึ่งในมือกีตาร์ที่มีทั้งเทคนิค ความเร็วเต็มเปี่ยมเรียกว่าเป็นยอดมือกีตาร์สายร็อค ตัวจริงอีก 1 คน เขาเป็นคนที่มีพื้นฐานจาก Heavy Blues Hard Rock แถมยังเล่น Jazz ได้อีก การเล่นกีตาร์อุปกรณ์สำคัญแน่นอน ก็คือ ปิ๊ก แต่ในช่วงต้น 2010 Richie Kotzen ได้เปลี่ยนเทคนิคการเล่นมาใช้ นิ้วล้วน โดยที่ความเร็วของเค้ายังอยู่ ซึ่งการใช้นิ้วทำให้การเล่นของเขาต้องปรับเปลี่ยน แต่จะปรับอะไรขนาดไหน เดี๋ยวจะมาดูไปพร้อมๆ กัน

- เพลงนี้ คือเพลงล่าสุด ที่ออก ทาง Youtube ในวันที่ 8 มิ.ย 2018
- เพลงนี้เป็นเพลงที่สอง ต่อจาก The Damned
- เจ้าตัวบอกว่า ตอนนี้กำลังทำอัลบั้มใหม่ ซึ่ง 2 เพลงนี้ก็น่าจะเป็น เพลงในอัลบั้ม
- นักดนตรีที่เล่นกับเขาอีก 2 คน คือ Dylan Wilson เบส และ Mike Bennett มือกลอง
- ซึ่งทั้ง 2 คน เป็นคนที่ Richie ใช้บริการตลอดในระยะหลัง
About : Richie Kotzen
- หมอนี่คืออัจฉริยะบุคคลโดยแท้เพราะเล่นเครื่องดนตรีได้ทุกเครื่อง แถมเก่ง และร้องดีด้วย ที่สำคัญหล่ออีกต่างหาก
- ดังเร็วตั้งแต่อายุสิบกว่าๆ มาทรงเดียวกับพวก Paul Gilbert, Steve Vai คือเก่งแต่เด็ก เป็นมือกีตาร์ที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก
- และด้วยความหล่อ บวกความร็อคทำให้สาวๆ หลงไหล นั่นไม่เว้นแม้แต่ ภรรยาเพื่อนในวง วีรกรรมที่กล่าวขานมากที่สุด คือการ “ดอย”แฟนของเพื่อนรุ่นพี่ในวง Poison ทำให้หมอนี่ต้องโดนอัปเปหิออกจากวง ไปโดยปริยาย
- นอกจากนั้นหมอนี่ก็ชอบไปแจมกับพวกกีตาร์ฮีโร่ นักดนตรีเก่งๆ อยู่บ่อยเช่น Guthrie Govan, Greg Howe ฯลฯ โดยเฉพาะโปรเจ็กต์รวมเทพอย่าง Winery Dogs
- กีตาร์ที่เขาใช้คือ Fender Telecaster รุ่นของเขาเอง ที่มีทีเด็ด ที่ Pickup Dimarzio Chopper T และ Twang King


Play
คราวนี้เราจะมาเล่นเพลงนี้กัน เราจะให้เล่น 2 ท่อนนั่นคืด Intro และ Solo ซึ่งเราจะแบ่ง Solo เป็น 2 ช่วงช่วงแรกจะเป็นแบบสำเนียง และช่วงหลังจะเป็นการปั่นในแบบของเค้า เทคนิคที่เขาใช้นั่นคือการใช้นิ้วล้วนๆ และพลังนิ้วที่เรียกว่าสุดๆ มากๆ กับการถ่างนิ้วและ Legato ที่รวดเร็ว ในเพลง Riot เป็นเพลงที่มีความเป็นตัวเขาค่อนข้างสูงมาก ในทุกท่อนและเป็นเพลงที่เรียบง่าย แต่ผสมการเล่นเทคนิคในสไตล์แบบ Richie Kotzen ซึ่งน่าสนใจมากทีเดียว มาเริ่มกันเลย
(Ex.1 Riot Intro)


เพลงนี้อยู่ในคีย์ Bm ความเร็วอยู่ที่ 120 เริ่มด้วยการเล่น Unison ทั้งแบนด์ก่อน ซึ่งเบสจะเล่น Lick คล้ายๆ กีตาร์ไปตลอด โดยในท่อนนี้จะเล่น Riff หลักๆ ที่เป็น Riff ใน Scale B Blues Scale ซึ่งเป็น Riff ที่ติดหู สลับกันกับการเล่น Fill in ซึ่งใน Fill In จะมีการใช้โน้ตค่อนข้างหลากหลาย และน่าสนใจมาก แต่อยู่ในสัดส่วนโน้ตใกล้ๆ กัน ตั้งแต่ต้นจนจบ Intro เลยทีเดียว ซึ่งเราสามารถศึกษาการใช้โน้ตต่างๆ ได้มากมาย
เราจะได้อะไร :
- การเล่นโดยใช้ นิ้วในแบบ Finger Shredding แบบนี้สิ่งที่ง่ายขึ้นก็คือการเล่นโน้ตข้ามสาย และการเล่นฟอร์มนิ้วที่อิสระ แต่ที่ต้องแลกมาก็คือ ความคมชัดที่หายไป แต่เราสามารถย้าย Octave ของโน้ตได้ง่ายดาย มากขึ้น
- การใช้ Chromatic ประยุกต์ในการเล่นทำให้เกิดซาวด์ที่น่าสนใจ เราจะเห็นในบางท่อนที่ Richie เลือกใช้ เมื่อผสมกับเบส ก็ดูเท่ดีทีเดียว
- แน่นอนการเล่นกีตาร์ตัวเดียวการจะทำให้เสียงเมโลดี้หนาขึ้น ลองใช้เอฟเฟ็กต์อย่างพวก Octave ก็จะช่วยได้
- การผสม Scale ในท่อนนี้ Tonal รวมๆ เป็นเสียงของ B minor ซึ่งในท่อนนี้ตั้งแต่แรกก็ใช้ โน้ตทั้งแบบ B Dorian, B Blues Scale หรืออย่างในท่อนท้ายเขาใช้โน้ตใน A Dorian Blues Scale ผสม A Mixolydian สร้างสีสันที่แตกต่างบนคอร์ด A ที่อยู่บนคีย์ B minor ทำให้ได้ซาวด์แบบ Diminish และ Blues ด้วย เป็นการเลือกใช้โน้ตที่แตกต่างและน่าสนใจมากๆ



ในท่อน Solo เราขอแบ่งออกเป็น 2 ท่อน รอบแรกจะเป็นท่อนที่ Richie Kotzen เล่นเป็นเมโลดี้ช้าๆ ก่อน ในท่อนนี้ Scale หลักคือพวก B minor Pentatonic โน้ตที่ใช้จะค่อนข้างเบสิก ไม่มีอะไรที่แปลกมากนัก แต่ที่น่าสนใจก็คือการเล่นไปกับ Groove ที่เล่นด้วยไดนามิกที่ไม่แรงมากนัก การใช้นิ้วทำให้โน้ตที่ได้ค่อนข้าง Smooth ซึ่งไดนามิกแบบนี้ ไม่สามารถใช้ปิ๊กเล่นได้เหมือน ซึ่งทำให้ท่อน Solo ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
เราจะได้อะไร :
- นอกจากเรื่องของไดนามิก ลองสังเกตวิธีการ เล่น Back Beat ด้วย การเล่นเมโลดี้แบบ Back Beat จะทำให้เมโลดี้ที่เล่นเหมือนกับ มี “ลมหายใจ” พอไม่ตรงบีทเป๊ะๆ ทำให้เสียงมีวลีความเป็นเครื่องเป่า หรือเสียงร้องเพลงมากขึ้น
- การดันสายในเพลงนี้ค่อนข้างแข็งแรงมาก ซึ่งจะมีทั้งการดันแบบค่อยๆ ไต่ให้ไป Hit โน้ตที่ต้องการ หรือการดันให้ถึงโน้ตที่ต้องการในทีเดียว ผสมกับพวก Noise แบบการ Rake ที่ใช้นิ้ว ทำให้มีเสน่ห์และได้อารมณ์มากขึ้น
- ลองผสม Double Stop ง่ายๆ ในการเล่นเมโลดี้ ดูการเล่นเมโลดี้ง่ายๆ โดยมีเสียง Double Stop อยู่ด้วย ทำให้ได้เสียงที่น่าสนใจกว่าการเล่นโน้ตเดี่ยวๆ


Solo ในครึ่งหลังจะเป็น ลูก Run เร็วๆ ที่เป็นการเล่น Signature Lick ของ Richie Kotzen เต็มไปหมด เช่นลูก Pentatonic ผสมกับคู่ 4 การเล่น Legato การเล่นแบบซ้ำโน้ต การเล่น Arpeggio แบบผสมของเค้า และการเล่น Line Blues แบบผสมที่ให้ได้สำเนียงในแนวดนตรีอื่นที่ไม่ใช่แค่ Blues Rock ถูกเอามาใช้ในท่อนส่งท่อน Solo เพลงนี้ทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดเป็นการเล่น Lick สไตล์ Richie Kotzen
เราจะได้อะไร :
- Lick แรกจะเป็นการเล่น Pentatonic แบบ 3 โน้ตต่อ 1 สาย ซึ่งใน Lick นี้จะเป็นกลุ่มของโน้ต 4 ตัว โน้ตจบจะเป็นการใช้นิ้วก้อย และเล่นโน้ตตัวที่ 4 ด้วยนิ้วก้อยในตำแหน่งเฟร็ตที่ตรงกัน แต่อยู่คนละสาย ทำให้ได้เสียง Pentatonic ผสมกับคู่ 4 เสียงจะออกมา โมเดิรน์มาก และสามารถเข้ากับคอร์ดได้หลากหลาย ซึ่ง Lick นี้ใช้ปิ๊คเล่นยาก แต่ถ้าเป็นการใช้นิ้วจะง่ายขึ้นมากทีเดียว
- Lick แบบที่ 2 การ Run โน้ตในฟอร์มแบบ 6 พยางค์แต่จะมีตัวที่เป็น Grace Note Slide เข้ามาก่อน ซึ่งทำให้เวลาที่ฟังดูเหมือนจะเป็นโน้ต 7 ตัว และดูลื่นไหลมากขึ้น Richie Kotzen จะเล่นโน้ต Grace Note Slide ตรงตัวแรกของกลุ่มโน้ตนั้นๆ
- Lick แบบที่ 3 เป็นการใช้โน้ตแบบซ้ำโน้ตวนๆ ซึ่งตรงนี้เวลาแกะจะฟังค่อนข้างยาก หลักเวลาเล่น Pentatonic แบบ 3 โน้ตต่อ 1 สาย เวลาเลื่อนไปเล่นสายบน จะทำให้ได้โน้ตซ้ำ (Drone Note) ซึ่ง เขามักจะเล่น Lick เร็วๆ บริเวณนี้เพื่อทำให้เสียงคาดเดาได้ยากเสมอ
- การใช้ Arpeggio แลพ Scale วิธีคิดของเค้า บางทีเขาจะดู Tonal รวมๆ ของคอร์ดในแต่ละห้องนั้นๆ แล้วเล่น Scale ที่สัมพันธ์กัน โดยไม่ได้สนใจคีย์หลักตั้งแต่ต้น อย่างเช่น ในคอร์ด A ที่เขาใช้ F# Blues ที่ Relative กับคอร์ด A เป็นฐาน ซึ่งจะทำให้ได้โน้ตเช่น C, C# แล้วเขาจะสร้างเมโลดี้โดยผ่านโน้ต 2 ตัวนี้เยอะๆ อย่างในท่อน Solo นี้เขาจะเล่นโน้ต 2 ตัวนี้ผสมกับการค้างเสียงโน้ต F# ซึ่งทำให้ได้ ซาวด์แบบ Country และอีกหนึ่ง Signature ของเขาก็คือการผสม Arpeggio แบบ 4 เสียง ในท่อน Run ท่อนสุดท้ายเขาจะเล่น Arpeggio ของ A7 และ F#m7 ผสมกันโดยไล่แบบ Sequence ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบง่ายๆ แต่ได้ซาวด์ที่เจ๋งมากและแน่นอนการเล่นโดยใช้ นื้ว ก็ทำให้การเล่นแบบนี้ควบคุมได้ง่ายขึ้น




































