ในวงการดนตรีบุคลากรเบื้องหลังที่สำคัญมากๆ ก็คือเหล่าบรรดาช่างเสียง Sound Engineer ทั้งหลายบุคคลากรเหล่านี้ เป็นกลุ่มคนที่ศิลปินที่ทุกคนรักเชื่อใจให้ทำงานให้เพราะพวกเขาสามารถนำพางานดีอยู่แล้วให้ดีมากขึ้นไปอีกได้ คลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตาคนนึงก็คือ หนุ่มที่ชื่อว่า เจ มณฑล หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็น เจ มณฑล จิรา แต่ถึงจะไม่ใช่แต่ความเท่ในงานที่เขาทำก็เป็นที่ไว้วางใจให้กับศิลปินอินดี้อย่าง Zweed N’ Roll, Safeplanet และล่าสุดแสตมป์กับเพลง “แอบดี” เจ มณฑล ดิลกชวนิศ นี่คือ Sound Engineer คลื่นลูกใหม่ที่มีผลงานน่าสนใจมากๆ มารู้จักเค้าให้มากขึ้นดีกว่า

เจ มณฑล เคยมีคนเข้าใจผิด ว่าเป็นพี่เจ มณฑล จิรา บ้างไหม
เจ : (หัวเราะ) ช่วงแรกๆ ก็มีบ้างครับ ชื่อผมก็เหมือนพี่เขาเลย แถมสนใจเรื่องพวกเสียงคล้ายๆ กันอีก (หัวเราะ) แต่หลังๆ ก็จำกันได้แล้วครับ ก็มีเพื่อนแซวขำๆ กันบ้าง
ผลงานล่าสุดที่ทำ
เจ : จะเป็น Solitude Is Bliss กับ “แอบดี” ของพี่แสตมป์ หลักๆ งานของผมจะเป็นสายอินดี้หน่อย
เจ กับความสนใจดนตรี
เจ : ผมเริ่มเล่นกีตาร์ตั้งแต่ ม.ต้น เห็นแล้วมันเท่ดี แบบเด็กผู้ชายทั่วไป ผมอยากจะเป็นกีตาร์ฮีโร่สายปั่น อย่าง Dream Theater ตั้งแต่ ม.ต้นเลย มันเท่ดี แล้วก็เล่นเพลงไทยด้วยนะครับ Big Ass, Bodyslam, Silly Fools ก็รวมวงเล่นกับเพื่อนประกวดไปตามเรื่องตามราว ผมจะเรียนอยู่ที่ใต้ อยู่ที่นครศรีธรรมราช ดังนั้นนอกจากร็อคๆ ก็จะมีเพื่อชีวิตแบบมาลีฮวนน่านิดหน่อย (หัวเราะ) แล้วต้องบอกว่าเวลาที่ทางใต้ประกวด พวกวงก็จะเล่นเพลงทรงๆ แบบ Dream Theater จะเล่นอะไรแบบนี้แหละครับ
เจ กับความสนใจเรื่องเสียง
เจ : ตอนแรกผมก็ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ครับ เราเล่นสนุกๆ อย่างเดียวจน ช่วง ม.ปลาย ผมย้ายมาเรียนที่ดุริยางคศิลป์ มหิดล ทำวงกับเพื่อนเริ่มทำเพลงกันเอง ก็เลยต้องศึกษาพวกโปรแกรมต่างๆ เริ่มจากจุดนั้น เปิดโปรแกรมดนตรีแบบมั่วๆ เลย ดู YouTube ว่าทำยังไง อัดยังไง ก็ยังไม่ได้ชอบ เราแค่ทำไปตามหน้าที่ ซึ่งทำให้ได้เริ่มรู้แล้วว่าโปรแกรมมันมีอะไรยังไง จนผมต้องเข้ามหาวิทยาลัย เราต้องเลือกแขนงที่เรียน ทีนี้พอผมเคยทำเรื่องพวกนี้ก็เลยเลือกไปที่แขนงเทคโนโลยีดนตรี เลยได้เรียนเรื่องทำซาวด์ ทำโปรแกรมดนตรี เริ่มเรียนรู้มากขึ้น พอเวลามันผ่านไปเรื่อยๆ ช่วงนั้นผมก็มีวงเป็นวงเมทัลด้วย แต่ยังไงดีล่ะ มันเหมือนกับว่าพอเรียนจบแล้วสมาชิกในวงผมก็เริ่มแยกย้าย บางคนแต่งงานมีครอบครัว ผมก็มาฝึกงานที่ Minerva Studios เลยเล่นกีตาร์น้อยลง ทำให้เราเหมือนกับต้องหันมาทางนี้เต็มตัว
จุดเปลี่ยนอยู่ที่การฝึกงานกับ Minerva Studios
เจ : ใช่ครับ พอผมฝึกงานที่นี่ก็เริ่มรู้สึกสนใจงานด้านนี้จริงจัง อยากทำให้เก่งขึ้น มันจะเป็นไปแบบไม่รู้ตัวด้วย ผมฝึกงานที่นี่ ก็เลยได้ฝึกมิกซ์เพลง คราวนี้พอเรามิกซ์ไปมันรู้สึกไม่พอใจผลงานของตัวเองสักเท่าไหร่ ก็เลยพยายามจะทำให้มันดีขึ้น มันมีความสงสัยอย่างเช่น เอ๊ะ ทำไมเสียงแบบนี้ ฝรั่งทำได้ ทำไมเราทำไม่ได้ มันเป็นข้อสงสัยแบบคนร้อนวิชา ก็ทำให้เราอยากทดลองทำงานให้ดีขึ้น ศึกษามากขึ้น จนกลายเป็นว่าทำด้านนี้มาเรื่อยๆ โดยอัตโนมัติ
วิธีคิดต่างๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไป
เจ : ใช่ครับ อย่างการฟังเพลงเราก็เริ่มวิเคราะห์มากขึ้น ยกตัวอย่างเพลงหนึ่งที่มันสนุกขึ้นเพราะเสียงกลอง เราก็จะมาฟังว่ามันเป็นที่อะไร สแนร์โน้ตมันสูงขึ้นหรือเปล่า หรือเสียงต่ำ เสียงสั้น ยาว ฟังแล้วก็วิเคราะห์แบบนั้นเลย ก็ใช้เวลาพอสมควรกว่าที่จะเริ่มเข้าใจตรงจุดนี้

บทเรียนแรกที่เรียนรู้จากการเริ่มมิกซ์เพลง
เจ : น่าจะเป็นเรื่องการจัดบาลานซ์ของเพลงครับ ยกตัวอย่างเช่น เพลงเป็นแบบกีตาร์แบนด์เราก็ต้องมาดูว่าเครื่องไหนเป็นพระเอก การให้ความสำคัญ การบาลานซ์อันไหนต้องเด่น ต้องรอง ซึ่งผมเรียนรู้จากที่ Minerva ทั้งหมด
ผลงานการมิกซ์ครั้งแรกเต็มตัว
เจ : เท่าที่จำได้แล้วรู้สึกชอบน่าจะเป็นวง Lord Liar Boots เป็นช่วงที่ผมฝึกงานแล้ววงมาอัดพอดีเลยได้ลองทำดู ตอนนั้นผมตื่นเต้น อยากให้มันออกมาดีเพราะเพลงเขาก็เท่ด้วย ไม่อยากให้มันออกมาไม่ดี ซึ่งออกมาผมก็พอใจมาก แล้วทำงานก็ค่อนข้างราบรื่นดีทีเดียว
ผลงานที่ทำให้เริ่มมีชื่อเสียงในวงการ
เจ : น่าจะเป็นช่วงที่ทำให้กับ Safeplanet วงนี้เป็นรุ่นพี่ที่คณะผม เป็นงานที่ลุยกันหน้างาน พอทำงานนี้ทำให้ได้งานในสายแบบอินดี้มาเรื่อยๆ ซึ่งงานทางอินดี้จะยังไม่ค่อยมีเรื่องกรอบเวลาอะไรมากนัก แต่ถ้าเอาที่เริ่มมีระบบ มีเวลาเข้ามาเกี่ยวก็จะเป็นช่วงที่ทำให้ Whal & Dolph จริงๆ เขาก็ทำงานโปรดิวซ์กันเอง แต่ว่าผมจะเริ่มต้องออกไปทำ Tracking ข้างนอกกับทางวงหน้างาน ไปที่สตูดิโอ แล้วก็ช่วยดีไซน์อะไรเล็กน้อย ซึ่งก็ยังถือว่าทำงานไม่ยากเพราะเราก็มีสิ่งที่คิด สิ่งที่ดีไซน์ไว้พอดีมันตรงกับทิศทางของวงด้วย หรืออย่างพี่แสตมป์ ซึ่งก็จะเริ่มมีบริฟงานกับโปรดิวเซอร์คือพี่ปกป้อง (Plastic Plastic) อันที่จริงการทำงานกับโปรดิวเซอร์ผมว่าจะง่ายกว่า เพราะเขาจะมีเสียงที่อยากได้แล้วจัดวางมาให้เรียบร้อยแล้ว ตรงข้ามกับวงอินดี้หน้าใหม่ บางครั้งพอเขาไม่มีโปรดิวเซอร์ คอยตัดขอบ แทร็คมันก็จะมาเยอะ ล้น แล้วทำงานยากกว่า ต้องเลือกแทร็คมากกว่าเดิม
อย่างกรณีแบบนี้มีวิธีการจัดการในการทำงานอย่างไร
เจ : ก็ต้องเคลียร์ให้ได้ ถ้าอันไหนมันเกินความจำเป็นจริงๆ ก็ต้องบอกเขาว่าตัดอะไรได้บ้างไหม

งานเริ่มเข้ามา จึงเป็นที่มาของ Frenzy Heart Studio
เจ : มันเกิดจากพอผมทำงานที่ Minerva แล้วรู้สึกว่าจากบ้านผมไปที่นั่นไกลมาก (หัวเราะ) ไปกลับไม่ไหว แล้วคราวนี้งานที่เราต้องทำมันทำไม่ทัน ก็เลยต้องออกมาทำเองดีกว่า ไม่งั้นเสียงาน ซึ่งผมไม่ได้ทะเลาะอะไรกับที่ Minerva นะครับก็โอเคไม่มีปัญหา ช่วงทำตอนแรกผมก็ทำ Mix In The Box แล้วค่อยหา Outboard มาเสริม ตอนทำห้องใหม่ๆ ผมก็ยังไม่ชินห้อง คือไม่ชินห้องหมายความว่าเวลาเราฟังเพลงสมมติเราฟังเสียงกระเดื่องอีกห้องนึงเรารู้สึกแบบนี้ แต่พอย้ายมาฟังอีกห้องนึงเรารู้สึกว่ามันเป็นอีกแบบทั้งที่เป็นเสียงเดียวกัน ฟังในหูฟังเสียงเหมือนกัน แต่ฟังในห้องรู้สึกต่างกัน มันจะมีผลต่อการตัดสินใจในการมิกซ์ ก็ต้องฟังเพลงในห้องนี้ให้ชิน ใช้เวลานิดหน่อย
ถ้ามีงานมา 1 ชิ้นจะมีวิธีการทำงานยังไงบ้าง
เจ : ผมจะเริ่มจากการเช็ก Gain ความดังของแทร็คก่อน ว่ามันไม่มีแตก ไฟล์ไม่มีปัญหา จากนั้นก็จะเริ่มบาลานซ์สมมติมี 50 แทร็คผมจะบาลานซ์ทุกอย่างฟังแล้วเลือกความดังที่เหมาะสม จัดเรียงกรุ๊ป จากนั้นก็จะค่อยเริ่มลงมือทำในรายละเอียด ซึ่งการจัดบาลานซ์ก็อยู่ที่แนวเพลงเหมือนกันครับ อย่างที่บอกไปช่วงแรก เราต้องฟังเพลงให้เข้าใจว่าสมมติ สแนร์เสียงมันอยู่ระดับนี้ แล้วเสียงร้องไปอยู่ระดับเดียวกับสแนร์จะเป็นยังไง บางแนวสแนร์ก็ต้องดังขึ้นหน่อย บาลานซ์ก็จะต่างกันออกไป
เอกลักษณ์ในเรื่องการทำงานของ “เจ”
เจ : ผมว่าเป็นเรื่องซาวด์กลอง ความเป็นธรรมชาติของเสียงกลอง ผมจะทำให้เสียงกลองเหมือนตีจริงมากที่สุด ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเสียงกลองมาก ถ้ากลองดีทุกอย่างก็ดี ผมว่ามันเป็นพื้นหลักเลย
ถ้าเป็นแบบนี้ก็น่าจะมีปัญหากับกลองแบบเขียนแล้วใช้ Sampler กับกลองตีสดด้วย
เจ : ใช่ครับ ส่วนใหญ่ผมจะเจอกลองเขียนมาจากวงอินดี้อันนี้เป็นเรื่องปกติวิธีของผมคือผมจะเลือก Sampler ให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด แล้วใส่ Sampler ลงไป ซึ่งหลายครั้งผมก็ไม่บอกเจ้าของงานนะ (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ โดยส่วนใหญ่วงที่ให้ผมทำงานก็จะค่อนข้างไว้ใจผมก็เลยไม่มีปัญหา ส่วนกลองจริงมันก็จะมีปัญหาเรื่องตีล้น ตีเหลื่อม ถ้าเจอแบบไดนามิกไม่ได้เลย ผมจะใช้วิธี Replace แต่เราจะต้องทำให้ธรรมชาติที่สุด บางครั้งเราต้องให้กลองจริงเบาลงนิดนึง แล้ว Sampler ดังขึ้นนิดหน่อยซ้อนกันมันจะได้ไดนามิกอยู่ ถ้าให้ผมเทียบกันการทำงานกับกลองเขียนยากกว่า กลองจริงมันยังมีไดนามิกอยู่บ้าง ส่วนเครื่องอื่นอย่างกีตาร์ถ้าสมมติมันมามีปัญหาผมก็ต้องใช้ Plug In ที่มี บางครั้ง Tone ก็ต้องเปลี่ยนไปเลย ก็จะพยายาม EQ ให้ได้มากที่สุด ส่วนเบสถ้าอัดกับ D.I. ก็ง่าย สำคัญคือตัวเบสกับแนวที่เล่นเหมาะสมกันหรือเปล่า ซึ่งถ้ามีปัญหาก็จะใช้เวลาในการทำนานกว่าปกติ ปกติวันเดียวผมก็ปิดงานได้ ถ้าผมขึ้นจากตัวเองนะครับ แต่ถ้าเป็นงานที่ต้องมีบริฟแก้ไขก็ต้องมากกว่า 1 วัน
Sound Engineer สามารถกำหนดทิศทางเสียงได้มากน้อยขนาดไหน
เจ : จริงๆ ได้พอสมควรเลยนะครับ ยิ่งถ้า Source มาเอื้ออำนวย สมมติอยากได้ซาวด์แบบเก่าๆ ก็ทำได้ตั้งแต่ตอนเลือกเสียงเลย แต่หน้าที่ของผมไม่ควรจะไปยุ่งหรือแตะตรงนั้น ส่วนนี้จะเป็นเรื่องของโปรดิวเซอร์หรือคนเรียบเรียงมากกว่า
ระหว่างเพลงที่มี Layer เยอะๆ กับเพลงที่มีแทร็คน้อยๆ ดิบๆ ชอบแบบไหนมากกว่ากัน
เจ : ผมว่าเยอะๆ ก็สนุกนะมีอะไรให้ทำเยอะดี แต่ว่ามันก็แล้วแต่แนวถ้าเหมาะผมก็ชอบหมดครับ พวกเพลงที่มีเสียง Layer เยอะๆ ถ้ามันลงตัวจะไม่ยากครับ แต่ถ้าเยอะแบบทับกันเองซ้อนกันเอง อย่างเช่นเสียง Pad, String เลือกมาสัก 3 เสียง แต่ย่านเสียงต่ำเหมือนกันหมด เสียงมันจะเบลอทำงานยาก

อุปกรณ์สำหรับคนที่อยากทำงานด้านนี้ต้องมีอะไรบ้างครับ
เจ : อันนี้ผมพูดในฐานะซาวด์สตูดิโอนะครับ ก็ต้องมีห้องที่ดี คอมพิวเตอร์ โปรแกรมดนตรี ลำโพง ถ้าไม่มีห้องดีๆ ก็ต้องมีหูฟังสำหรับทำเพลง ไม่ใช่หูฟังเล่นเกม ซึ่งถามว่าทำได้ไหม ได้ครับ แต่มันไม่เหมาะสม มันทำให้การตัดสินใจเราไม่ถูกต้องสมมติเราฟังในหูฟังเล่นเกมส่วนใหญ่เขาจะเน้นเสียงระเบิด เสียงกระหึ่ม เสียงต่ำๆ พอเรามิกซ์แล้วรู้สึกว่าได้แล้ว แต่พอไปฟังบนรถ ฟังด้วยหูฟัง iPhone มันจะแห้งเลย Low ไม่มี เพราะหูฟังมันหลอกหูเรา หูฟังในแต่ละแบบจะมีคาแร็กเตอร์ของมันอยู่ดังนั้นใช้เฉพาะทางจะดีกว่า
ปัจจุบันการมิกซ์เพลงสามารถทำงานในคอมฯ โดยไม่ต้องใช้ Outboard Gear ทั้งหลายได้หรือไม่
เจ : ทำได้ครับ แต่ว่าส่วนตัวผมมองว่าถ้าในการ Mastering ยังไง Outboard ก็ยังจำเป็น มันมีเสียงบางอย่างที่ Plug In ไม่สามารถทำได้ ถ้าถามว่ามันแตกต่างกันขนาดไหน ผมว่าประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคำถามถัดมาอุปกรณ์เหล่านี้ต้องราคาสูงหรือเปล่าถึงดี ผมว่าอยู่ที่เราจะทำเพลงสไตล์ไหนด้วย บางครั้งพวก Outboard Gear ที่ไม่แพงเสียงเก่าๆ มันมีคาแร็กเตอร์เสียงบางอย่างอยู่ ที่มันอาจจะเท่ แล้วเหมาะกับสไตล์ของเราก็ได้ ถ้าพูดถึงอุปกรณ์ที่ต้องมีสำหรับ Outboard ถ้าจะทำ Mastering ผมจะเลือกมี EQ เป็นอย่างแรก ต้องมีเลย ถ้าต้องมีได้ชิ้นเดียวนะ
ถามแบบเบสิกเลยว่า Mastering ช่วยให้เพลงดีขึ้นขนาดไหน ในมุมไหน
เจ : ดีขึ้นได้ครับ เพราะบางครั้งคนที่มิกซ์ก่อนส่งมา Mastering เขาจะมีมุมมอง การฟังที่อาจจะช้ำมาพอสมควร พอมาให้เรา Mastering เราอาจจะรู้สึกว่ามันพุ่งได้มากกว่านี้เราสามารถช่วยในจุดนี้ได้เพราะเราจะมีมุมมองที่สดใหม่กว่า เหมือนเรา QC ในขั้นสุดท้าย ซึ่งโดยส่วนใหญ่ถ้าส่งมาให้ Mastering เราจะถือว่าเราเป็นคนตัดสินใจสุดท้ายแล้ว แน่นอนว่าตรงนี้ต้องคุยกันก่อนมาว่าจะเอายังไง จะแก้ตรงไหนหรือเปล่า เพราะตามหลักซาวด์มันก็ไม่ควรจะถูกเปลี่ยนมากจนเกินไป แต่มีการพูดคุยกันให้เรียบร้อยระหว่างคนทำงานด้วย Mastering สามารถทำเพลงเกรด C ให้กลายเป็น B ได้ แต่ว่าไม่ถึง A เพราะการจะเป็นเกรด A มันต้องมาจาก Source แรก การเรียบเรียง การเล่น การมิกซ์ Mastering ไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ทำให้ดีขึ้นได้
คน Mix กับคน Mastering ต้องเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า
เจ : จริงๆ ผมว่าควรแยก เพราะว่าโดยหลักการมันถูกออกแบบมาให้เป็นแบบนั้น แต่บ้านเราที่เห็นเป็นคนเดียวกันเป็นส่วนใหญ่เพราะเรื่องของงบประมาณ (หัวเราะ) แต่เวลาผมทำงานผมก็จะมิกซ์เผื่อไว้ทำ Mastering ด้วยนะ (ยิ้ม)
การทำงานในส่วนนี้ทำให้ความสุขในการฟังเพลงลดลงบ้างหรือเปล่าเพราะเราจะได้ยินเสียงต่างๆ มากขึ้น
เจ : มีผลครับ ผมจะเป็นคนที่ชอบฟังเพลงแล้ววิเคราะห์พอสมควร มันมีเพลงฝรั่งบางเพลงที่ผมฟังไปเมื่อสัก 2 ปีที่แล้วมาฟังอีกทีตอนนี้ทำมาซาวด์มันไม่ดีเลย ก็ใช่ครับ ความสุขน้อยลง (หัวเราะ) แต่ว่าโดยพื้นฐานถ้าผมฟังแล้วคิดว่าซาวด์มันดี ผมจะฟังเรื่อยๆ อยู่แล้ว

อยากฝากบอกอะไรนักดนตรี คนดนตรีในฐานะ คนทำงานด้านเสียงบ้าง
เจ : พยายามใส่ใจเรื่องการเรียบเรียงเพลง และการเลือกเสียง มันสำคัญมากในฐานะที่ผมเป็นคนทำงานด้านนี้ ผมก็อยากได้งานที่เลือกเสียงมาดี เรียบเรียงมาดี เพราะพอมาถึงมือเรา เราจะสามารถช่วยให้เพลงของคุณดีขึ้นอีกได้ ส่วนคนชอบฟังเพลงจริงๆ มันพูดยาก เพราะมันเป็นเรื่องรสนิยม แต่อยากให้คนฟังเพลงจริงๆ สนใจเรื่องคุณภาพเสียงกันสักนิด อันนี้พูดในฐานะผมเป็นคนทำเรื่องเสียงครับ แต่ก็อย่างที่บอก จุดนี้ก็พูดเป็นรูปธรรมยาก
ฝากถึงคนที่อยากทำงานด้านนี้
เจ : อยากให้เรียนรู้โปรแกรมต่างๆ จริงๆ มันมีพวก Stems, Multi Track ที่เขาแจกออนไลน์ เอามาฝึกมิกซ์ได้นะครับ แล้วก็ฝึกฟังเพลง การตีโจทย์เพลงที่เราต้องมิกซ์ให้ออก ที่สำคัญต้องตั้งใจและทุ่มเทครับ




































