เราอาจจะมองว่าเขาคืออดีตวงดนตรีสุดโจ๊ะ อย่าง Buddha Bless แล้วตีความ จำกัดกรอบเขาว่าต้องเป็นคนที่ทำงานเพลงแบบแด๊นซ์ เต้นยับๆ นั่นคือเศษเสี้ยวในระดับ 1 เปอร์เซ็นต์ของที่เขาเป็น โก๋เอ็ม (กิตติพงษ์ คำสาตร์) มนุษย์สีแดงผู้ร้อนแรงของ Buddha Bless คือศิลปินที่ขับเคลื่อนผลงานด้วยศิลปะอย่างแท้จริง ณ ตอนนี้หลายคนคงได้เห็นตัวตนจริงๆ ของเขาไปแล้ว ลองมาดูแนวคิดในสไตล์ของเขากัน

ศิลปิน ศิลปะ
โก๋เอ็ม : ผมอยากจะทำเพลงสไตล์แบบอาร์ตๆ งงๆ มั่วๆ ร็อคๆ แบบจับฉ่ายหน่อย นี่พูดออกมาแม่งจะมีคนฟังเพลงมั้ยวะเนี่ย (หัวเราะ) ผมเป็นคนที่ชอบเพลงหลายๆ สไตล์ แม้กระทั่งเพลงเกาหลี ค่อนข้างจะลูกผสม อย่างเมโลดี้ร้อง พี่โอ๊ค Big Ass แกก็ยังบอกเลยว่าเมโลดี้เพลงเป็นแบบเกาหลี แล้วผมจะไม่ได้ร้องเพลงตรงๆ แบบร็อค แต่ริฟฟ์ปกติ ซึ่งเรื่องมันเริ่มจากที่สมัยก่อนเวลาไปทัวร์กับ Buddha Bless บางครั้งเราจะได้เล่นงานเดียวกับ Big Ass พอเล่นเสร็จผมจะไปหาพี่โอ๊ค ก่อนด้วยความที่เป็นทำงานศิลปะเหมือนกัน เราก็ได้คุยเรื่องศิลปะ พอผมตัดสินใจที่จะออกงานเดี่ยวของตัวเอง ผมก็เคว้ง ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง ไม่รู้จะหาใครช่วย ก็นึกถึงพี่โอ๊ค เพราะแกทำสังกะสี Studio พอดี เราก็เลยลองส่งเพลง จริงๆ ไม่เชิงเพลงน่ะ เป็นริฟฟ์ กีตาร์เพลง 811 ให้แก แล้วบอกว่าผมชอบประมาณนี้นะ อยากได้ดนตรีแบบนี้ ซึ่งตอนแรกแกก็บอกผมนะว่าแกยังไม่มั่นใจว่าจะทำงานของผมได้ดีหรือเปล่า เพราะตัวแกเองก็ยังใหม่ แต่มีอย่างนึงที่แกบอกผมเคย ถ้าจะทำงานกับพี่ ก็ไม่อยากให้ทำแบบเพลงระบบค่าย ทำอะไรที่มันแตกต่างหน่อย เพราะแกเองก็อยู่กับตรงนี้อยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจขอให้แกทำให้ ผมก็ทำเต็มที่เลย พอเราได้ “811” “สู่ความว่างเปล่า” ก็ตามมาเลย จนตอนนี้มีเพลงเก็บอยู่อีก 6-7 เพลงแล้ว ก็เก็บกดน่ะ (หัวเราะ) นอกจากงานร็อคแล้วเดี๋ยวผมก็จะไซด์โปรเจ็กต์แบบฮิปฮอปด้วย อันนี้ทำร่วมกับคนอื่น ก็คนในวงนี่แหละ (หัวเราะ) ก็จะเอาน้องๆ ที่เคยออกรายการ Show Me The Money มาทำกัน คือผมเป็นคนชอบทำงานหลายๆ รูปแบบในเวลาเดียวกัน ผมว่ามันเป็นศิลปะที่เรานำมารวมกันได้ เอาหลายๆ แนวเพลงมาทำเป็นลูกผสม ต้องบอกว่าที่โชคดีมากที่พี่โอ๊คแกมีใจให้ด้วย เพราะงานกับวงแกก็ยุ่งมากอยู่แล้ว แกคิดอยากจะให้พื้นที่ของสังกะสีเป็นพื้นที่อิสระ ให้กับคนที่มีผลงานที่ไม่ได้เป็นรูปแบบเดิมๆ มากนัก ซึ่งก็โชคดีที่แกทำงานให้กับเราด้วย

การออกจาก Buddha Bless
โก๋ เอ็ม : นี่ Buddha Bless วงแตกแล้วเหรอวะ (หัวเราะ) จริงๆ ผลงานนี้มันก็มีส่วนที่ทำให้เราอยากแยกนะ คือการทำเพลงกับโปรดิวเซอร์ ในแวดวงฮิปฮอป แด๊นซ์ฮอลล์ อาจจะไม่ได้เข้าใจผมมากเท่าไหร่ แล้วผมก็หารูของผมที่จะทำ แต่มันก็ลองแล้วพยายามแล้ว ก็ไม่มีใครเข้าใจในโหมดนี้ ถามว่าเลยทะเลาะไหม ก็ทะเลาะดิ (หัวเราะ) ก็แหม ความเห็นมันไม่ตรงกันแล้ว ผมก็เลยต้องหาคนร่วมงานที่ตรงกับเราให้ได้ ผมเป็นคนอย่างที่บอกว่าชอบดนตรีหลายสไตล์ ชอบอยากจะผสมหลายๆ แนวในเพลง แต่พอทำรวมเป็นวง การจะทำแบบนี้มันยาก เพราะคนอื่นเขาก็มีแบบที่ชอบเหมือนกัน แล้วการหาโปรดิวเซอร์ที่จะเข้าใจ สามารถเก็บทุกอย่างมารวมกันก็ยากเช่นกัน มันเลยมีทางเดียว…ต้องทำงานเดี่ยว คือภาพผมใน Buddha Bless มันจะแบบไม่ค่อยเชื่อ สิ่งที่เราอยากจะทำ อยากจะถ่ายทอด มันไม่น่าเป็นไปได้นะเอ็ม ผมก็เลยคิดว่า ได้!! เดี๋ยวมึงรู้ (หัวเราะ) อย่างเพลง 811 ถ้าผมทำกับแกรมมี่ ไม่มีทางออกได้แน่นอนอันนี้เรารู้ แต่พอทำงานเดี่ยวก็เลยทำออกมาได้ ผมรู้ว่าบางครั้งก็มีปัญหาในเรื่องการสื่อสารในงานไปให้คนทั่วไปได้รู้ เพราะผมจะคิดแบบในการทำงานศิลปะคือให้ชิ้นงานมันเสร็จก่อน ค่อยส่งออกไป ซึ่งทำให้งานมันช้าและคนได้เห็นน้อย เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้กังวลกับแฟนๆ เก่าๆ มากเพราะใน Buddha Bless ผมเองก็บทบาทน้อย ผมก็แค่เต้นๆ ไป ไม่ได้โชว์การร้อง ทักษะการเขียนเพลง แต่ก็มีคนที่ติดตาม Buddha Bless บางคนก็ชอบงานผมนะ ก็รู้สึกดีใจ

นี่คือ GOH M
โก๋ เอ็ม : ตอนนี้ผมรู้สึกได้เริ่มใหม่ ความรู้สึกมันตื่นเต้นนะมันมีทั้งความเครียด ความกดดัน แต่มันก็มีความหวัง ผมมีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีโปรดิวเซอร์ที่ดี และผมมีทักษะในการเขียนเพลงที่ดีอยู่ ผมมั่นใจ ถ้าไม่ดีผมเลิกทำแน่นอน แล้วก็อยากให้ได้รับความนิยม ผมไม่ได้เป็นคนแบบติสท์ ไม่คาดหวังอะไร เป้าหมายของผมคือต้องปล่อยเพลงออกไป ตามแผนก่อนจาก 811 มาล่าสุดคือ “นาฬิกา” แล้วเดี๋ยวจะมีเพลงใหม่อีก 2 เพลง ผมวางไว้แล้วว่าภาพลักษณ์ของผมจะต้องเปลี่ยนในปีนี้ มันจะต้องเปลี่ยนภายในเพลงนาฬิกา ที่เป็นเพลงที่ 4 ถ้าคุณได้ดู MV ของผม คุณต้องรู้ได้แล้วว่าผมไม่อยากจะเหมือนใครแล้ว ผมเชื่อว่ามันมีที่ทางของมันได้ ณ วันนี้เวลาทำงานผมตื่นเต้นที่ได้เห็นการตั้งไมค์อัดกลองเป็นวันๆ เอากีตาร์ตัวป็นแสนๆ มาอัดกีตาร์ ทำงานใน Kandee Studio กับพี่อ๊อฟ Big Ass ทำงานกับพี่โอ๊ค ที่สังกะสี พูดตรงๆ ว่าผมอยากทำแบบนี้มาตั้งแต่แรกๆ ตอนทำแด๊นซ์ฮอลล์ มันก็เร็วดี ก็ไม่ได้แย่ แต่ผมเล่นกีตาร์มาตั้งแต่เด็ก ผมอ่าน The Guitar Mag ผมเปิดหนังสือคอร์ดเล่นกีตาร์ แต่กลายเป็นว่าผมไม่ได้มีผลงานเป็นกีตาร์เลย ซึ่งการกลับมาทำครั้งนี้คือเริ่มใหม่ มันเสี่ยงมาก ทุกคนก็เตือน แต่มันนอนตายตาไม่หลับก็ต้องทำ
เหตุผลที่ต้องบิน
โก๋ เอ็ม : อันนี้ไม่ได้หมายความว่าผมจะเปลี่ยนเป็นชาวร็อคเต็มๆ นะ แต่ผมเห็นพลังของชาวร็อค วงร็อคในเมืองไทยมันเจ๋ง คือตอน Buddha Bless เหมือนเป็นเอ็นเตอร์เทน แล้วเวลาเราเล่นต่อวงแบบร็อคๆ แล้ว วงเราจะแบบจะไหวไหมนะ จะสู้เขาได้ไหม คือในใจผมบอก “กูไหวแน่นอน” คือผมไม่สนว่าเราจะเล่นก่อนหลัง วงที่มีพลังมากแค่ไหน คนดูจะดร็อปเรื่องของมึง (หัวเราะ) แต่เราเต็มร้อย เรารู้ตัวเรา แล้วเราไม่ชอบให้คนข้างๆ ตัวเราพูดแบบเล่นต่อวงนี้แล้วเราจะไหวมั้ย คือพูดแบบนี้ทำไมวะ คนดูที่มันเดินออกไปก็ช่างแม่ง แต่คนดูที่ดูเราเนี่ย มันซีเรียสนะโว้ย ผมไม่ต้องการอารมณ์แบบถ้าสมมติต้องเล่นต่อ Bodyslam แล้วเราจะมีพลังเท่านั้นไหม ผมไม่สนตรงนั้น ก็เลยคิดว่า ถ้ากูได้ทำอัลบั้มเดี่ยวนะมึง (หัวเราะ) ก็เลยเป็นที่มาของการที่อยากทำอัลบั้มเดี่ยวจริงๆ และจุดมุ่งหมายผมชัดเจนมากผมอยากดังในประเทศนี้ และแถบเอเชียถ้าเป็นไปได้ ผมมั่นใจในผลงานของผม ผมว่ามันมีจุดขาย มีลายเซ็น แต่ก็เข้าใจในเรื่องการเปิดรับ อยากให้ลองเปิดใจลองดู แล้วอยากให้ลองช่วยกันแชร์ครับ
About Goh M
ตอนนี้โก๋ เอ็มเป็นศิลปิน อิสระ ผลงานล่าสุดคือ นาฬิกา feat. กับ กิ่ง เหมือนแพร / อยู่คนเดียวมันหลอน และทำงานหลักๆ กับพี่โอ๊ค Big Ass ที่สังกะสี Studio ในสังกัดชื่อ VOM Records สมาชิกวงจะเรียกว่า Goh M Crew มีป็อป (กีตาร์) เป้ (กลอง) ตอน (กีตาร์) เม่น (เบส)



































