ปัจจุบันการประกวดพ่นไฟในรายการทีวีบ้านเราแทบทุกช่อง ต่างแข่งขันเทกระเป๋าทุบกระปุกลงทุนซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมาแย่งกันเรียกเรตติ้ง มีตั้งแต่รายการขายเสียงเพื่อปลดหนี้ ดราม่าน้ำตาแตก (อันนี้ น่าจะเป็นรูปแบบที่บ้านเราคิดเอง) จนถึงเข้าชิงชัยในความฝันที่จะไปเป็นดาวโดดเด่นบนฟากฟ้า จากคนธรรมดาจะเป็นซุป’ตาร์ให้โลกจดจำ! ซึ่งจะว่าไป ก็เป็นเรื่องที่ดี แม้มันชักจะเยอะขึ้นทุกทีก็ตาม คือ เปิดทีวีเมื่อไหร่ เจอแข่งกันพ่นไฟแทบทุกช่องเลย 555 ถึงจะเยอะเกิ้น แต่ดูเพลินก็หนุกดีออก ซึ่งการเปิดโอกาสให้คนบ้านๆ ที่เกิดมา หนังหน้าไม่ได้ครึ่งแร๊พเอก! ได้มีโอกาสได้แสดงความสามารถ เพื่อไล่ตามความฝันในการก้าวเข้าสู่วงการดนตรี ก็เป็นเรื่องที่ดีละกัน
ส่วนการประกวดวงดนตรีในรายการทีวี จากที่เคยมี The fake! เอ้ย The face Thailand! อ่ะ ผิดอีก 555 รายการ The Band Thailand ที่จัดได้เพียงปีเดียว ก็ต้องหลุดออกจากผังไปอย่างน่าเสียดาย คงด้วยเรตติ้งที่ไม่ค่อยดีหรือเปล่า แต่ที่ยังคงแรงดีไม่มีตกก็ Bao Young Blood ที่ยืนหยัดมาจนถึง season 3 แล้ว นอกจากนั้นรายการประกวดวงดนตรีที่มีอยู่มากมายในปัจจุบันก็จะเป็นรายการประกวดที่ไม่ใช่อยู่ในผังทีวีนั่นเอง
ผมเองในฐานะผู้จัดงานประกวดดนตรีงานวัดในหมู่บ้านมานานกว่าหลายปี แม้จะไม่ใช่งานใหญ่โตระดับประเทศ แต่ประสบการณ์การจัดงานที่ผ่านมา ริว! เอ้ย ผมก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างจากวงดนตรีเด็กหัวเกรียนและน้องติ่งของแต่ละสถาบันที่เข้ามาชิงชัง แพ้เป็นพระชนะมึงโดน! เอ้ย ชิงชัยกัน จึงอยากจะสะเออะ! ให้ข้อคิด คำแนะนำ ที่ (น่าจะ) ดีๆ สำหรับวงดนตรีที่กำลังเตรียมตัวที่จะขึ้นไปยืนเล่าเรื่องดราม่า หมาตาย ยายป่วย เรียกน้ำตาจากกรรมการ เพื่อคว้าตำแหน่งแชมป์ ! 555 ดังนี้ครับ
- อ่านกติกาให้ชัดเจน
มีเรื่องจริงจะเล่าให้ฟัง มีอยู่ครั้งหนึ่ง เป็นงานประกวดดนตรีระหว่างโรงเรียนรอบชิงชนะเลิศ มีวงดนตรีเด็กมัธยมโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ที่ทั้งฝีมือ ทักษะทางดนตรี ทีมเวิร์คที่มาแบบฟูลแบนด์ถึง 12 คน การบาลานซ์เสียง รวมถึงการแสดง เพอร์เฟ็กต์โคตรๆ เรียกว่าน้องมาเป็นแพทเทิร์นตามสคริปต์ที่ซ้อมมาจากบ้าน Planning จัดเต็มกันมาอย่างอลังการงานสร้างรัชดาลัยเธียเตอร์ดาวร้อยล้านดวงกันเลยทีเดียว แต่หลังจากเสร็จสิ้นการประกวด…. ยิ่งกว่าได้มาม่า 3 ซอง จากการสอยดาว ช้อนไข่ซุ้มมหา’ลัยไทยแลนด์ในงานกาชาดประจำปี ที่สวนอัมพร! เมื่อวงดนตรีจากโรงเรียนนี้ไม่ได้รางวัลอะไรกลับไปฝาก ผอ. เลยสักรางวัลเดียว เพราะลืมอ่านกติกาที่ทางเรากำหนดไว้ว่าให้เล่นเพลงไทย แต่น้องๆ วงนี้ นำเพลงสากลมาประกวด นั่นจึงทำให้น้องๆ ได้ทานแห้วกันอย่างเอร็ดอร่อยถ้วนหน้า ผมจึงทำได้เพียง เดินเข้าไปตบไหล่ 3 ที เซย์กู๊ดบาย เจอกันปีหน้านะน้อง คุณไม่ได้ไปต่อ! T_T
และอีกครั้งหนึ่ง วงดนตรีจากโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออก ทักษะการเล่นและการร้อง รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ที่นำเพลงเพื่อชีวิตมาเรียบเรียงใหม่ จากเพลงต้นฉบับสามนาทีเศษ แต่ดนตรีที่น้องๆ วงนี้ทำขึ้นมา กลับมีความยาวถึงกว่า 8 นาที โดยกติกากำหนดให้แต่ละวงใช้เวลาแสดง 2 เพลงไม่เกิน 20 นาที ตั้งแต่แหย่เท้าเสนอหนังหน้าขึ้นเวที เซตเสื้อผ้าหน้าผม เอฟเฟ็กต์กีตาร์จนถึงสิ้นสุดการแสดง แต่ปรากฏว่าวงดนตรีจากโรงเรียนดังกล่าวใช้เวลาเกินกว่าที่กติกากำหนด ในส่วนของเวลาที่เกินจึงถูกตัดคะแนนออกไปอย่างน่าเสียดาย และสุดท้าย จากผลรวมคะแนนที่ได้มาเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อถูกตัดคะแนนออกไป ทำให้ตำแหน่งในการประกวดหลุด ออกจากอันดับ Top 5 ซะงั้น ความจำเป็นที่ต้องสมบทบาทผู้ชายอบอุ่นแบบ ตู่ ภพธร จึงต้องตกมาที่ผมอีกครั้ง มุขเดิม ครับ เดินไปตบไหล่ 3 ที เซย์กู๊ดบายเสียใจด้วยครับ น้องไม่ได้ไปต่อ สู้ๆ นะ ปีหน้ามาใหม่ T_T
เพราะฉะนั้น อันดับแรกเลย อ่านซะ อย่าหลวมตัวกับสัญญาค่ายเพลงที่เฮียหลอกล่อให้มึงเซ็น! เดี๋ยวชีวิตจะวิบัติฉิบหายอย่างวงพี่! เฮ้ย ไม่ใช่ๆ อ่านๆ ข้อกำหนดและกติกาที่ทางผู้จัดงานกำหนดให้ชัดเจน และปฏิบัติตามกติกานั้น อย่างเคร่งครัด
- วงดีต้องมีสไตล์
ข้อนี้สำคัญมาก ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกในวงต้องมีทัศนคติ ความชอบ ที่เหมือนกันหรืออย่างน้อยก็ต้อง ใกล้เคียงกันให้มากที่สุด ไม่ใช่มือกีตาร์ชอบร็อคสายเข้มแบบวงดรีม เธียเตอร์ นักร้องดันชอบดนตรีสายโหดเดธเมทัล มือเบสมาแนวโมทาวน์สะพายสูงมาเลย มือกลองเสือกชอบดนตรีพั้งก์
สมาชิกในวงที่ชอบดนตรีที่แตกต่างกันขนาดนี้ อย่าว่าแต่เตรียมฟอร์มวงเพื่อประกวดเลย แค่คุยกันก็ไม่รู้เรื่องแล้ว ทีนี้เมื่อสมาชิกวงชอบดนตรีในแนวเดียวกัน สไตล์และเอกลักษณ์ของวงก็จะไปในทิศทางเดียวกัน เป้าหมายของการซ้อม เพลงที่ใช้ในการประกวดก็จะคุยกันง่ายขึ้น
- เลือกเพลงให้โดน
งานประกวดดนตรีนะมึง! ไม่ใช่ งานแต่ง งานบวช งานวันเกิดเพื่อน จะมาเลือกเพลงไก่กาปาจิงโกะ ก็ไม่ใช่เรื่อง ฉะนั้นเพลงที่เลือกเพื่อใช้สำหรับการประกวด ควรมีระดับความยากง่ายที่เหมาะสม ไม่เลือกเพลงง่อยเกิ้น แทบไม่ได้แสดงถึงทักษะการร้องและการเล่นของนักดนตรีเลยหรือตรงกันข้ามกลับไปเลือกเพลงที่ยากเกินความสามารถของสมาชิกวงที่จะเล่น หรือแม้แต่การเลือกเพลงที่หลายวงชอบนำมาประกวด จนหาความแตกต่างของวงแทบไม่เจอ และประการสุดท้ายคือเพลงที่สมาชิกวงไม่ชอบ ไม่มีความมั่นใจที่จะร้องจะเล่นมันออกมา จะให้ดีกว่านั้น ถ้ากติกาเปิดกว้างไม่ได้กำหนดเอาไว้ ก็แต่งเพลงตัวเองใช้ประกวดมันซะเลย หรือเรียบเรียงดนตรีใหม่ก็เข้าท่า แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ได้ดี เพราะประเภทก๊อปปี้ตามต้นฉบับเป็นนกแก้ว นกขุนทองร้องฮู้ มันดูง่อยไปหน่อยสำหรับการประกวดในปัจจุบัน
- Performance สุดตีน
การประสบการณ์ในการจัดงานประกวดที่ผ่านมา ผมคิดว่าแนวทางในการแสดงของวงดนตรีที่เข้าประกวดโดยทั่วไป จะมีอยู่ 2 แบบ คือ วงประเภท Planning ลองนึกภาพการแสดงของวง Boy Band หรือ Girl Group ดูซิครับ นั่นละ คือประเภทของวงดนตรีลักษณะนี้ ซึ่งส่วนใหญ่วงที่เข้าประกวดประเภทนี้มักจัดเต็มกันมาจากบ้านเลยทีเดียว ทั้งจำนวนนักดนตรีที่นอกเหนือจากเครื่องดนตรีหลัก คือ กีตาร์ กลอง เบส วงประเภทนี้ก็จะมีทั้งเปียโน คีย์บอร์ด เครื่องเป่า เพอคัสชั่น คอรัส เรียกว่าเสนอหนังหน้ากันเต็มเวทีอัดกันเป็นปลากระป๋องตราสอยแม่ครัวเลย คือถ้ากติกาไม่กำหนดจำนวนนักดนตรี น้องคงขนหางเครื่อง แด๊นซ์เซอร์มาอีก 20 ชีวิตเป็นแน่
ลักษณะการแสดงของวงดนตรีประเภท Planning จะไม่หลุดกรอบจากที่ซ้อมมาจากโรงเรียน สเตปทุกย่างก้าว จิกเท้า ส่ายตูด สะบัดก้นบนเวทีคือการเซ็ตอัพมาแล้ว โดยเฉพาะท่ายอดฮิตโยกซ้ายส่ายขวาของทีมเครื่องเป่าอย่างพร้อมเพรียง ซ้ายหันขวาหันของมือกีตาร์ มือเบสที่เตี้ยมกันมาอย่างดี
ข้อดีของวงประเภทนี้คือความแม่นยำ ความเนี๊ยบ การแสดงที่ผ่านการคิด ท่าเต้น สเตปต่าง ๆ มาอย่างดี การแสดงดูน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ข้อเสียคือความเป็นธรรมชาติ ความสดของการแสดงจะไม่ค่อยมี นั่นเอง เพราะเมื่อวงประเภทนี้ไปเวทีไหน การแสดงก็มักจะไม่แตกต่างจากเดิมเท่าไหร่นัก ความสนุกน่าตื่นเต้นจึงกลายเป็นความน่าเบื่อ สำหรับคนที่เคยดูการแสดงของวงประเภทนี้แล้ว
อีกแบบคือวงประเภท Happening ส่วนใหญ่วงประเภทนี้จะเป็นวงที่เล่นดนตรีร็อค เครื่องดนตรีน้อยชิ้น สมาชิกวงอยู่ระหว่าง 3-5 คน การแสดงบนเวทีของวงประเภท Happening จะเป็นไปโดยธรรมชาติ มีความสด แบบไม่เตี้ยมกันมาก่อน หรือเตี้ยมกันมาแค่บางท่อนบางช่วงเท่านั้น ที่เหลือสมาชิกแต่ละคนจัดไปตามอารมณ์ของบทเพลง ณ ขณะนั้น ข้อดีของวงประเภทนี้คือความสด ความคาดเดาไม่ได้นี่แหละที่ทำให้การแสดงในแต่ละครั้ง ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนเวที
ฉะนั้น วงทั้ง 2 ประเภท ก็จะมีข้อดี ข้อด้อย แตกต่างกันไป ไม่สามารถบอกได้ว่าวงประเภทไหนดีกว่ากัน ซึ่งจากเหตุผลนี้เอง จึงกลายมาเป็นปัจจัยข้อสุดท้ายที่จะเป็นตัวกำหนดว่าวงเราจะได้ตำแหน่งหรือจะแดกแห้ว และเป็นปัจจัยสำคัญชี้เป็นชี้ตายที่เราไม่สามารถกำหนดได้ด้วย นั่นคือ ….
- รสนิยมของคณะกรรมการตัดสิน
ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวไป เป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ แต่สำหรับข้อนี้ เป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ โดยส่วนตัวผมคิดว่าคำว่า เคมีตรงกันมันมีอยู่จริงๆ ถ้าวงดนตรี 2 วง ที่ต่างก็แสดงได้ดีแม้จะมีความแตกต่างกันทางด้านการแสดง โดยวงหนึ่งแสดงแบบ Planning ส่วนอีกวงหนึ่งแสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติตามอารมณ์เพลง ณ ขณะนั้น ในแบบ Happening รสนิยม ความชอบ ของคณะกรรมการตัดสิน ที่เราไม่สามารถควบคุมได้นั่นเอง จะเป็นตัวตัดสินว่าวงใดจะได้ตำแหน่งชนะเลิศ
บางวงถึงกับทำตัวเป็นโคนัน สืบรายชื่อคณะกรรมการตัดสินล่วงหน้า ว่าเป็นใคร มาจากไหน เล่นดนตรีแนวไหน มีรสนิยมความชอบดนตรีแบบใด แล้วพยายามปรับวงของตัวเองเพื่อหวังเอาใจคณะกรรมการ จนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปก็มี วงประเภทนี้ค่อนข้างจะจริงจังเอาเป็นเอาตายกับการแข่งขันมากเกินไป จนทำให้ดนตรีที่น่าจะเป็นเรื่องของความสุข ความสนุก การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าประกวด กลายเป็นการพยายามเอาชนะกันจนก่อให้เกิดความทุกข์ ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่า จะมาเล่นดนตรีทำห่านไร เมื่อเล่นแล้วตัวเองไม่เกิดความสุข ความสนุกในระหว่างทางเลยสักนิด
จุดมุ่งหมาย เป้าหมายของ การประกวด การแข่งขัน ทางด้านดนตรี แน่นอนว่าทุกวงต่างหวังซึ่งชัยชนะ แต่หลายๆ วง หลงลืมไปว่าความสุขในการเล่นดนตรียังอยู่กับตัวเองจริงๆ หรือเปล่าชัยชนะที่ได้มามันก็แค่ความสุขเพียงชั่วคราว ถ้วยรางวัลที่กอดไว้ไม่กี่วัน มันก็จะเป็นเพียงอดีต ซ้ำร้ายกว่านั้นถ้วยรางวัลอาจเป็นสิ่งที่คอยกดดันให้ผู้ชนะต่างพยายามกอดมันไว้ให้นานที่สุด สุดท้าย อยากให้มองการแข่งขัน เพื่อสร้างความสามัคคี ความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างเพื่อนร่วมวงการดีกว่าที่จะเอาเป็นเอาตาย มุ่งหวังชัยชนะ จนขาดความสุขมิหนำซ้ำยังเสือกไปเพิ่มทุกข์และศัตรูในวงการ อีกตะหาก! ถ้าเป็นแบบนี้ เลิกเล่นดนตรีแล้วนอนอยู่ที่บ้านเหอะ อย่าหาว่าพี่สอนเลยนะ!




































