คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับดนตรีร็อคทุกวันนี้ก็คือ “เมื่อไรร็อคจะกลับมา” ซึ่งมันดูย้อนแยงกับสโลแกนของร็อคที่ใช้กันมาอย่างยาวนานว่า “ร็อคเนเวอร์ดาย” มันเกิดอะไรขึ้นทำไมร็อคถึงถูกตั้งคำถามแบบนี้ เราสามารถกวาดสายตาไปดูที่ชาร์ตเพลงต่างๆ ทั่วโลกได้เลยในช่วงที่ผ่านมา (แม้ล่าสุดเราจะมีข่าวดีว่า Slipknot อัลบั้มใหม่ จะขึ้นอันดับ 1 ก็ตาม) เอาล่ะๆ อย่างพึ่งโมโหโกรธา จริงอยู่เพลงร็อคนั้นมันไม่จำเป็นต้องอิงชาร์ตเพลงหรอก แต่ต้องยอมรับว่ากองกำลังร็อคที่เรารักตั้งแต่ปลายๆ ปี 2000 เจอกระแส EDM และ Hip Hop เล่นซะอ่วมเลยทีเดียว อันที่จริงมันก็มีหลายปัจจัยนะ ไม่ได้หมายความว่าดนตรีร็อคมันเสื่อมคุณภาพลงสักหน่อย แต่คราวนี้ถ้าเรายังอยากจะชูธงเป็นชาวร็อคต่อไปในปี 2020 ยุคทเวนตี้ ทเวนตี้ เราควรจะทำอะไรบ้าง เราควรจะรู้อะไรบ้าง เราควรจะฟังอะไรบ้าง และเราควรจะทำใจในเรื่องอะไรบ้าง เอาล่ะเราจะไกด์ไลน์เพลงร็อคในยุค 2020 ให้ฟังคร่าวๆ โดยอาศัยจากการดูวงการเพลงทั่วโลก สำหรับนักดนตรีที่อยากจะลองทำเพลงร็อค นี่น่าจะเป็นคอลัมน์ที่มีประโยชน์ไม่มากก็น้อย เผื่อว่าคุณจะได้แนวทางในการทำงาน สำหรับนักฟัง นี่ก็เป็นสิ่งที่คุณอาจจะได้เจอในเพลงร็อคในยุคต่อไป

Rock And Role

ร็อคเนเวอร์ดาย
เอาจริงๆ แล้วตัวดนตรีร็อคมันก็ไม่ได้ไปไหนหรอก เพียงแต่ความนิยมมันลดลง แต่วงทั้งรุ่นใหม่ รุ่นใหญ่ กลางเก่ากลางใหม่ก็มีผลงานอย่างต่อเนื่อง แถมบางวงคุณภาพดีกว่าสมัยพวกเขาเป็นวัยรุ่นซะอีกเพียงแต่ถ้าคาดหวังแบบยอดขายแผ่นหลักล้าน คอนเสิร์ตแบบสเตเดี้ยม อันนี้คงยาก


Instrument
ย้อนกลับไปตอนร็อคตั้งไข่ในปี 50’s เสียงที่เราจะได้ยินเป็นหลักในดนตรีคือเสียงกีตาร์ ซึ่งต้องมองว่าเป็นสิ่งใหม่มากในยุคนั้น ดังนั้นเพลงป็อป ร็อค โซล ตั้งแต่ยุคนั้นลงมากีตาร์จึงโดดเด่น ถึงขนาดมีวลีว่า No Riff No Rock No Hook No Pop แต่เมื่อเลข ค.ศ เปลี่ยนเป็น 20 กีตาร์ไม่ใช่สิ่งใหม่ สิ่งที่สร้างความตื่นตะลึงของพวกเสียง ซินธ์ฯ ต่างๆ การผสมเสียงในแบบ EDM กีตาร์จึงไม่ได้เป็นตัวเอกเหมือนเดิม แต่หลบไปเป็นพระรองมากกว่า เราจึงเห็นวงในสไตล์แบบ Imagine Dragons หรือดีเจแบบ Skrillex ถูกจัดให้อยู่ในหมวดสายร็อคได้เหมือนกัน

การผลักใสคนด้วยการ “ว๊ากกก”
จริงๆ อันนี้เป็นดาบ 2 คม การว๊าก หรือร้อง Scream แบบกดแตกๆ ต่างๆ คือส่วนนึงในร็อคแน่นอน แต่ในขณะเดียวกันผู้ฟังที่เริ่มฟังเพลงร็อคใหม่ด้วยการฟังการ “ว๊ากกก” มาก่อน อาจจะเกิดอาการที่เรียกว่า “ฟังไม่รู้เรื่อง” นั่นอาจจะเกิดอาการต่อต้านได้ และหันไปฟังอย่างอื่น คือถ้าไม่หลงรักก็อาจจะไม่ชอบไปเลย รวมถึงวงร็อค หลายวงอย่างแนว Djent ทำเพลงค่อนข้างซับซ้อน ตรงนี้อาจจะเป็นผลกระทบต่อให้การเข้าถึงเพลงร็อคของเด็กยุคใหม่ด้วย

ฐานอันมั่นคงของ Hip Hop
“ทำไมแรปมันดังจังวะ” เชื่อว่าหลายคนอาจจะสงสัยเหมือนกัน แต่ถ้ามองดูดีๆ พวกเขาวางรากฐานมาถึงตอนนี้ก็ร่วมๆ 30 ปี จากปลายๆ 80’s ถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกันกับวันคืนของร็อค ที่เริ่มจากปลายๆ 50’s เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมดนตรีช่วง 60’s และมาเต็มไปด้วยแฮร์แบนด์ ไอ้หนุ่มผมบลอนด์ตัวป่วนช่วง 80’s เช่นกัน ระยะเวลาก็ดูใกล้ๆ กัน ดังนั้นเอาจริงๆ มันแทบจะเป็นเรื่องเดียวกันเลยนะ พวกแรปเปอร์แก๊งค์ Lil ทั้งหลาย ก็มาทรงเดียวกับแฮร์แบนด์ยุคนั้นนั่นแหละ


Social Media
โลกทุกวันนี้คือยุคที่เราสามารถเห็นคนเข้าห้องน้ำได้ทางมือถือ ทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่เรียกว่า Public หรือสาธารณะไปแล้ว นั่นรวมถึงความเป็นส่วนตัวของพวกเราด้วย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับทัศนคติร็อคที่เราถูกปลูกฝังมาอย่างสิ้นเชิง ความลับในการผลิตงาน ความเป็นส่วนตัว การทำเพลงในรูปแบบอัลบั้ม ฯลฯ มันเป็นเรื่องน่าเศร้าหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ คือมันเป็นแบบนี้ไปแล้ว ยิ่งศิลปินที่เปิดเผยความเป็นส่วนตัวให้สาธารณะรับรู้มากเท่าไรกลับกลายเป็นได้รับความรักจากแฟนๆ มากขึ้น แต่เราก็เข้าใจว่าไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ ก็ค่อยๆ เปิดใจก็แล้วกัน ซึ่งไอดอลร็อคของเราหลายๆ คนก็เริ่มมาใช้โซเชียลแล้วนะ

Culture Of Collaboration
และนี่อาจจะเป็นภาพใหญ่ที่สุด การหลอมรวมของวัฒณธรรมดนตรี อุตสาหกรรมดนตรีโลกเริ่มต้นเมื่อช่วง 60’s ทุกศิลปินต้องพยายามหาแนวทางที่ชัดเจน แต่มาถึงปัจจุบัน วัตถุดิบทางดนตรีถูกใช้มาจนแทบจะหมดสต็อคแล้ว ตอนนี้มันเป็นการผสมกันรอบ 2 ของแนวดนตรีต่างๆ จากสมัยก่อนที่เราอาจจะได้ยินเพลงๆ นึงมีเต็มที่ 2 แนวทาง เช่นร็อคผสมกับฟั้งก์ ในวันนี้เราอาจจะได้ยินเพลงๆ เดียวมีดนตรีทุกแนวแต่แค่แบ่งสัดส่วนมากน้อยต่างกันไปเท่านั้นเอง มันอาจจะหมดเวลาของการเป็นวงร็อคเพียวๆ แล้วก็ได้


ฐานการตลาด
ตลาดดนตรีโลกได้ถูกกระจายไปมากขึ้นจากสมัยก่อนทุกอย่างจะขึ้นตรงกับอังกฤษ อเมริกา ทุกวันนี้ ญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกาใต้ เยอรมัน บราซิล ฯลฯ หลายๆ ประเทศมีอุตสาหกรรมดนตรีที่เติบโตมาก มากพอที่จะส่งศิลปินของพวกเขาไป Worldwide เราเห็นเทศกาลดนตรีร็อคจัดขึ้นที่ประเทศเหล่านี้ วงร็อคระดับตำนาน สามารถมีคอนเสิร์ตระดับสนามกีฬาได้ในประเทศเหล่านี้ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นจะต้องให้ดนตรีร็อคเป็นแบบสไตล์ตลาด อังกฤษ อเมริกา ต่อไปก็ได้

ความร็อคที่ถูกกระจายไป
จากการผสมผสานกันของแนวดนตรีอย่างสุดขั้ว ทำให้เกิดการข้ามสายพันธุ์ แบบที่ไม่มีใครคาดคิด ใครจะคิดว่า ไอดอลกรุ๊ปกับดนตรีเมทัลสุดขั้วจะไปด้วยกันได้ แต่ Baby Metal ก็ทำให้เห็นมาแล้ว หรือแม้แต่วง K Pop เพลง Fake Love ของ BTS หรือ Kill This Love มีจังหวะ เมโลดี้ และบีทดาวน์ต่างๆ ที่มีความเป็นร็อคในแบบที่ฟังแล้วรู้ได้เลย เพียงแต่ไม่ได้มีกีตาร์เสียงแตก กลองสดชัดเจน แต่นั่นก็คือเสียงแบบร็อคที่อยู่ในแนวดนตรีอื่นๆ นั่นเอง

Local Distortion
ทุกประเทศมีวัฒนธรรมดนตรีของตัวเอง ทุกวันนี้เราอาจจะต้องขอขอบคุณที่ทำให้เราได้เห็นวงดนตรีจากทั่วโลก และการผสมผสานวัฒนธรรมของแต่ละประเทศกับดนตรีร็อค วงแบบ Wagkaki Band ที่เอาเพลงพื้นบ้านญี่ปุ่นเข้ามาผสม หรือจังหวะกลองแบบอินเดียกับเพลงแบบ Hard Core ของวง Bloody Wood จากอินเดียทำให้เราได้ฟังเพลงดีๆ มากมายจากทุกมุมโลก ซึ่งแน่นอนประเทศไทยเองก็ทำได้เช่นกัน

การพลิกกลับของร็อค
แล้ววงร็อคล่ะตอนนี้เป็นยังไง วงร็อครุ่นใหม่หลายวงที่ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของโลก ก็ใช้วิธีดึง Element ต่างๆ ของแนวดนตรีอย่าง EDM หรือ Hip Hop มาใช้เช่นจังหวะกลอง แฮทแบบ Trap เราได้เห็นวงอย่าง Bring Me The Horizon, Issues ที่มีซาวด์ จังหวะในสไตล์นี้บวกกับเพลงร็อคหนักๆ แล้วมันก็ได้ผลซะด้วย ซึ่งอาจจะเป็นเทรนด์ของเพลงร็อคในยุคต่อไปก็เป็นได้

แสงเล็กๆ ของ Hard Rock
แต่ที่น่าสนใจก็คือในมุมเล็กๆ เราได้เห็นวงดนตรี หรือศิลปินบางวงที่ยังทำเพลงในสไตล์แบบ Hard Rock ดั้งเดิม เป็นกีตาร์แบนด์ กลอง เสียงร้องสูงๆ เช่น Greta Van Fleet ที่ต่อยอดแรงบันดาลใจจาก Led Zeppelin หรือ Steel Panther ที่ยังคงความบ้าคลั่งของแฮร์แบนด์ (บวกความฮาแบบลามก) เข้าไป วงพวกนี้คือลมหายใจของร็อคแบบเพียวๆ

กีตาร์ฮีโร่
พูดถึงร็อคไม่พูดถึงกีตาร์ฮีโร่ได้อย่างไร กีตาร์ฮีโร่แจ้งตายไปนานแล้วตั้งแต่ Kurt Cobain มา แต่นั่นแค่ในระบบของอุตสาหกรรมดนตรีป็อปเท่านั้น ทุกวันนี้กีตาร์ฮีโร่ สนามของพวกเขาก็อยู่ในโซเชียลนั่นแหละ และถ้าใครเด่นพอการทัวร์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็เป็นไปได้ Polyphia คือตัวอย่างที่ดีมากๆ

Girls Power
ที่เปลี่ยนไปอีกอย่างก็คือในวันนี้เราเห็นผู้ชายมุ่งมั่นที่จะใส่กุชชี่กับไนกี้ แต่เรากลับเห็นผู้หญิงนั่งเล่น Gibson และ Ibanez ผู้หญิงหลายคนจับเครื่องดนตรีแล้วเล่นมันอย่างบ้าคลั่ง เราได้มือกีตาร์เก่งๆ อย่าง Yvette Young จาก Covet หรือ Sarah Longfield ก็ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นร็อคสตาร์หญิงที่มีอิทธิพลต่อคนทั่วโลกในยุคนี้ก็ได้

ร็อคไทยล่ะ???
นั่นนะสิ วงการร็อคไทยจะเป็นยังไงล่ะ ด้วยความที่บ้านเราก็ยังคงฟังเพลงจากค่ายใหญ่ๆ อยู่ เอาตรงๆ ก็อย่าง genie นั่นแหละ ที่อาจจะยังเป็นคนกำหนดทิศทางอยู่ แต่ในความเคลื่อนไหวเล็กๆ ที่อาจจะใหญ่กว่าที่คิด วงดนตรีในแบบลูกทุ่ง เพื่อชีวิต ที่เราเคยเรียกกันในสมัยก่อน ทุกวันนี้ พัฒนาตัวเพลงขึ้นมาหลายวงมีความเป็นร็อคที่น่าสนใจมาก หลายวงที่เป็นแบบ “อินดี้อีสาน” หรือ “เพื่อชีวิตใต้” มีบางวงที่ดนตรีเป็นร็อคหนักๆ หรือการใส่ความเป็นเพื่อชีวิตในความเป็นอัลเตอร์เนทีฟร็อค ในแบบ Taitosmith ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เสียงดนตรีร็อคแบบญี่ปุ่นที่เป็นผลกระทบจากอนิเมะ ไอดอลกรุ๊ป ที่สั่นสะเทือนเบาๆ กับวัยรุ่นเมือง ที่อยู่ในวัย 10 กว่าๆ ซึ่งพวกเขากำลังคุ้นเคยกับสำเนียงร็อคแบบญี่ปุ่น ในอนาคตอาจจะต่อยอดด้วยแนวทางแบบนี้ก็ได้

สี
อีกอย่างที่วงร็อคเปลี่ยนแน่นอนคือสี สีดำ กางเกง ยีนส์เดฟดำ ไม่ใช่สัญลักษณ์ของร็อคอีกต่อไป วันนี้ร็อคหนักๆ เขาจะไป Pastel กันหมดแล้ว ซึ่งเรื่องสีสัน หรือแม้แต่แบบตัวอักษร บนโลโก้เองก็บ่งบอกความเป็นร็อคไม่ได้อีกเช่นกัน
สรุปว่า…
ดนตรีร็อคไม่ตายแน่นอน เพียงแต่ความสำคัญลดลง และถูกกระจายไปอยู่ในแนวอื่นมากกว่าเดิม อาจจะไม่ใช่เวลาของวงที่ประกาศตัวว่าเป็นร็อคเพียวๆ ที่มีวัตถุดิบของเพลงเป็นแบบเพลงกีตาร์ กลอง เบส สดๆ อย่างเดียว ไม่ใช่เพลงแบบจังหวะกลองตรงๆ ริฟฟ์แบบ บลูส์ร็อค Element ที่น่าสนใจ ณ ตอนนี้ก็คืออาร์แอนด์บี และซาวด์แบบ Hip Hop การมีภาพเป็นแนวดนตรีอื่น แต่มีความเป็นร็อคอยู่ในดนตรีก็น่าสนใจเช่นกัน ส่วนร็อคไทยๆ ช่วงนี้ก็อาจจะเหนื่อยๆ สักระยะสู้ๆ ทุกคน




































