เพลงร็อคเนื้อหาเชือดเฉือน คือสัญลักษณ์ของนักร้องนักซิ่งผู้นี้ หลังจากที่เป็นเวลานานที่เราไม่ได้เห็นเขาในฐานะนักร้อง ในที่สุดเขาก็กลับมามีผลงานอีกครั้งกับเพลงที่ชื่อเหมือนอวยตัวเองว่า “โคตรเพราะ” เบื้องหลังการกลับมาจะเป็นอย่างไร และด้วยความที่เขาเป็นนักล่าฝันในยุคแรกๆ จึงมีเรื่องราวมากมายมาเล่าให้เราฟังจนหายคิดถึงเขากันกับ เอ็ม อรรถพล
“โคตรเพราะ” ที่แสนเศร้า
เอ็ม : เพลงนี้เป็นเพลงหลังจากที่ผมหายไปนาน จริงๆ ตอนได้ชื่อเพลงนี้ครั้งแรกก็ตกใจ เพลงนี้พี่เวสป้าเป็นคนแต่ง ผมเห็นชื่อเพลงครั้งแรกก็รู้สึกนะว่าจะเคลมตัวเองมากไปหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่ได้ฟังดนตรี ฟังเนื้อเพลง เออ มันใช่จริงๆ คือคำว่าโคตรเพราะในเพลง มันเป็นเรื่องของเหตุผลที่คนมันจะเลิกกัน มันจะมีเหตุผลมากมาย เพราะเราไปไม่ได้ เพราะดีเกินไป เพราะนู่น เพราะนี่ เพราะนั่น คือมันสิ่งที่เราต้องเจออยู่แล้ว แต่มันไม่ใช่ความจริงไง ทำไมไม่ยอมบอกตรงๆ ว่าโอเค มีคนอื่นแล้ว แต่ก็จะอ้างเหตุผลไปเรื่อยๆ ถ้าจะเลิกรักกันแล้วก็บอกกันตรงๆ ไม่ต้องหาเหตุผล ไม่ต้องบ่ายเบี่ยง ดนตรีในเพลงนี้ดีไซน์ในทุกท่อนผมมีส่วนร่วมหมด กีตาร์อยากได้ซาวด์นี้ กลองอยากได้แบบนี้ เราก็เสนอไอเดีย ร่วมกับทีม จนออกมาอย่างที่ได้ฟัง ผมหายไปนานแล้วพอกลับมาก็ไม่อยากให้มันเป็นแบบเดิมทั้งหมด ก็อยากเพิ่มเติมอะไรใหม่ๆ ลงไปด้วย เพลงนี้ทำงานง่ายกว่าสมัยที่ผมเคยออกผลงานช่วงแรกนะ เมื่อก่อนการทำเพลงมันเป็น Process ใหญ่ๆ ต้องเปลี่ยนห้องอัดเพื่ออัดร้อง เพื่อกีตาร์ แต่เดี๋ยวนี้ห้องเล็กๆ ก็จบงานได้ แล้วผมชอบทำงานแบบห้องเล็กๆ มากกว่า อีกอย่างก็เป็นคนที่ขอบใช้เวลาในการทำงานด้วย ซึ่งทั้งเพลง ทั้ง Lyric Video ต่างๆ ก็ได้พี่เวสป้าช่วย ตั้งแต่ประโยคแรกมันก็สามารถสื่อสารได้เลย
“ขอบคุณที่กลับมา” โปรเจ็กต์แห่งความคิดถึง
เอ็ม : เอาง่ายๆ โปรเจ็กต์นี้เป็นการนำศิลปินที่ห่างหายจากวงการไปนาน อย่างคนแรกก็คือพั้นช์ วรกาญจน์ ส่วนตัวผมคนที่ 2 ซึ่งไม่รู้ว่าใครห่างไปนานกว่ากัน (หัวเราะ) คือผมนี่ไม่ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวมา 9 ปี นานมาก (หัวเราะ) ที่ผ่านมาไฟผมมันมอดๆ ไปหน่อย จนได้เจอกับคุณลุงคนนึง (หัวเราะ) แกบอกว่าเออ เราหายไปนานนะ น่าจะกลับมาทำเพลงได้แล้ว แกก็ชวนๆ แล้วก็ส่งเพลงพี่เวสป้ามาให้ฟัง พอฟังแล้วก็โอเคเลย ก็ไม่แน่ต่อจากเพลงนี้อาจจะมีเพลงร้องคู่กับพั้นช์ จำได้ว่าร้องคู่พั้นช์ครั้งสุดท้ายก็เพลงละคร ทัดดาวบุษยา เธอทำให้ฉันคิดถึงแต่เธอ ตอนนี้ผมมาเป็นรุ่นน้องแล้ว (หัวเราะ)
เรื่องราวของ เอ็ม เดอะสตาร์
เอ็ม : 17-18 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมร้องกลางคืนก่อนประกวด 5 ปี ซึ่งผมว่านักร้องกลางคืนน่าจะเหมือนๆ กัน คือมันอิ่มตัว ก็อยากมีเพลงเป็นของตัวเอง แต่สมัยก่อนการมีเพลงตัวเองนี่เป็นเรื่องยากมาก มันต้องมีคนให้โอกาส มีแมวมอง แต่ ณ วันนั้นผมมองไปไม่เห็นมีใครให้โอกาสผมแน่ๆ คราวนี้พอมีประกวดผมก็เลยลองสมัครดู เพราะรางวัลของเขาคือได้เป็นศิลปินได้ออกอัลบั้มนั่นคือประเด็นที่ทำให้ผมอยากมาประกวด เอาจริงๆ ผมไม่ชอบการประกวด เพราะคำว่าประกวดสมัยก่อนมันต้องอลังการ แบบมีคะแนนการร้อง 10 เปอร์เซ็นต์ คะแนนท่าทางอะไรแบบนี้ ซึ่งมันไม่มีการสื่อสารที่เป็นตัวเอง พอมีงานแบบนี้มาผมก็เลยโอเค ก็เลยชวนแก๊งเชียงใหม่มาประกวด อย่างตอนเล่นที่เชียงใหม่ ผมก็ร้องให้ ETC. ร้องกับพวก นิว จิ๋ว เอาจริงๆ ก็ทีมเดียวกันหมด คราวนี้ ETC. ขึ้นมาทำเพลงก่อน ผมก็เลยชวนนิว จิ๋ว มาประกวด ปีแรก ผมตกรอบ นิว จิ๋ว เข้ารอบ (หัวเราะ) ก็มีท้อนิดหน่อย แต่ก็นิว จิ๋ว นี่แหละที่บอกว่าพี่!! ลองอีกที ก็เลยได้เข้ามา แต่เรื่องตลกคือพอร้านที่เราเล่น พวกเราขึ้นมาเป็นศิลปินหมด เขาก็บอกว่าไม่อยากให้นักร้องที่ร้านมาประกวดแล้ว …ปั้นนักร้องไม่ทัน (หัวเราะ)

อัลบั้มแรกที่แฟนเพลงเรียกชื่อ เอ็ม เดอะ สตาร์
เอ็ม : อื้อหือ ตอนอัลบั้มแรก (M Auttapon) นี่มันเวลาน้อยมาก หลังจากประกวดเสร็จมีเวลาอีก เดือน 2 เดือน ต้องออกอัลบั้มแล้ว ทำ 10 เพลง เวลาน้อยมาก เราก็ตั้งตัวไม่ทัน ประกวดเสร็จ มีคนรู้จัก เป็นศิลปิน แล้วทัวร์เลย ผมค่อนข้างตกใจกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นนะ โอเคเรื่องโชว์เราเอาอยู่เพราะเราร้องเพลงกลางคืนมานาน ปรับตัวนิดหน่อย แต่ที่ยากมากๆ คืองานห้องอัด เพลงแรกที่ผมร้องอัด คือเพลง “ทั้งหมดใจ” ผมไปร้องตอนหัวค่ำ มาเสร็จเอาตอนตี 3 ตี 4 เราหาคาแร็กเตอร์เสียงตัวเองไม่ได้เพราะตอนร้องกลางคืนเราต้องปรับเสียงให้ใกล้เคียงกับนักร้อง หรือเพลงที่เราร้อง ก็ต้องไปพักจนให้ตัวเองหัวโล่งที่สุด จนอัดได้หลังจากนั้นพอชิน เข้าที่ก็ใช้เวลาน้อยลง
เอ็ม อรรถพล ขวัญใจชาวร็อค
เอ็ม : ก็ช่วงอัลบั้มที่ 2 (M The Second) ผมได้ร่วมงานกับฟองเบียร์, หั่ง โปเตโต้ มันเป็นความตั้งใจของผมส่วนนึงนะ อัลบั้มแรกผมใช้เวลาทำเดือนนึง ซึ่งใช้โปรดิวเซอร์ 10 เพลง 10 คน ซึ่งทำให้ความชัดเจนมันน้อย แต่มันไม่มีทางเลือก พอจบอัลบั้มแรก ประสบการณ์เราก็มากขึ้น เราก็อยากจะให้ชัดเจนขึ้น คราวนี้ในอัลบั้มแรกมีฟองเบียร์ มาแต่งให้เรา 1 เพลง แล้วเราชอบเพลงนี้มาก เราก็สนใจ อยากรู้จักฟองเบียร์คือใคร พอเรารู้ว่าเขาทำอัลบั้มให้โปเตโต้ ช่วงนั้นมีเพลงพวกปากดี เราก็รู้สึกว่าเฮ้ย! คนนี้มันใช่เลย ก็ติดต่อไปให้เขามาดูแลอัลบั้มที่ 2 ของเราทั้งอัลบั้ม ซึ่งสนุกมาก ทำกันที่บ้านพี่หั่ง ซึ่งที่ทำงานก็คือห้องนอนพี่หั่งนั่นแหละ (หัวเราะ) โฮมสตูดิโอจริงๆ แล้วตอนอัดต้องหาช่วงในการอัด ต้องรอให้แม่พี่หั่งอาบน้ำเสร็จก่อน (หัวเราะ) คือนอกจากจะมีเสียงน้ำเข้า ไฟมันก็จะดึงทำให้ไมค์จี่อะไรแบบนี้ ก็อัดกันตั้งแต่ 2 ทุ่ม ถึง ตี 3 ตี 4 ทำแบบนี้เป็นเดือน 2 เดือน แต่สนุกมากนัก แล้วพอเพลงมันทำงาน ผมรู้สึกเลยว่ามันคุ้มค่ากับสิ่งที่เราตั้งใจ จริงๆ ในวันนั้นยังมี แชมป์ วง Girl มาช่วยทำงาน แล้วก็มีอีกหลายคน คือในวันนั้นทุกคนตั้งใจกันมาก ใส่กันเต็มที่ ผมทำอัลบั้มนั้นแบบให้เป็นอัลบั้มสุดท้ายของตัวเอง เอาตรงๆ คือชุดแรกมันไม่ประสบความสำเร็จ แต่โอเคเรามีแฟนคลับขึ้นมาตอนนั้น แต่ในแง่ของเพลงมันยังไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ อัลบั้มที่ 2 เราเลยตั้งใจว่ามันต้องได้ แล้วพอมันได้ขึ้นมานี่ภูมิใจ คนเรียกผมว่า “เอ็ม อรรถพล” ไม่ใช่ “เอ็ม เดอะ สตาร์” บางคนคิดว่านี่เป็นอัลบั้มแรกของผมด้วยซ้ำ (หัวเราะ) มีคนบอกติดตามผมตั้งแต่แรก ตั้งแต่เพลง “อย่าร้อนตัว” ผมก็บอกว่าไม่ใช่นะ (หัวเราะ)
เวลาที่บีบอัด จนอึดอัด
เอ็ม : พอผมเข้าช่วงทำอัลบั้มที่ 3 มันจะเหนื่อยมาก คืออัลบั้ม 3-4-5 มันคือ 10 เพลงต่อปี มันเป็นลูปเดิมๆ คือพอชุด 2 อัลบั้มมันประสบความสำเร็จมาก ก็ต้องทัวร์ พอทัวร์เวลาทำเพลง การใส่ใจเราก็ลดลง แล้วมันออกถี่จนบางครั้งไปสัมภาษณ์คลื่นวิทยุ เขาก็สับสนว่านี่อัลบั้มใหม่ หรืออัลบั้มเก่า เรารู้สึกว่ามันเยอะเกินไป มันต่อกันเกินไป ตอนทำชุดที่ 4 กับขุดที่ 5 มันแทบไม่ต่างกันเลย เพลงมันช้ำมาก ผมรู้สึกอยากหยุดหาอะไรใหม่ๆ ให้คนรอเรานิดนึง ก็เลยคุยกับผู้ใหญ่เลยว่าผมต้องอยากจะหยุดไปหาอะไรใหม่ๆ แล้วให้มันใช่จริงๆ ทุกอย่างมันประกอบกันหมด ทำ 30 เพลงใน 3 ปี ทีมงานก็เริ่มมีงานอื่น ผมก็เลยอยากพักสักนิด ก็เลยไปขับรถนั่นเอง (หัวเราะ)
นักร้อง-นักแข่งรถมืออาชีพ
เอ็ม : จริงๆ แล้วผมแข่งรถมาตั้งแต่ก่อนผมร้องเพลงแล้วนะ แต่ตอนนั้นยังเป็นแบบสมัครเล่นอยู่ แล้วพอร้องเพลง เริ่มประกวด มาเป็นศิลปิน ผมก็ยังแข่งรถอยู่เหมือนเดิม แต่ขยับๆ มาแข่งจริงจังขึ้นเรื่อยๆ จนเอาจริงถ้านับที่ผมแข่งรถเนี่ยก็ 20 ปีแล้วนะ มากกว่าร้องเพลงอีก (หัวเราะ) มันเป็นสิ่งที่ผมรัก แล้วก็ทิ้งไม่ได้จริงๆ อีกอย่างนึง เราก็เลยทำเป็นอาชีพเลย พอเราแข่งรถเราก็ได้เจอคนในวงการดนตรีอย่างพี่ต้น สุวัชชัย สุทธิรัตน์ กับพี่ชัช บอดี้สแลม เพลงที่ผมร้องคู่กับพั้นช์ก็พี่ต้นนี่แหละทำเพลงให้ ตอนไปอัดเสียงคุยกับพี่ต้นเรื่องเพลงครึ่งชั่วโมง คุยเรื่องรถแข่ง 3 ชั่วโมง (หัวเราะ) อย่างพี่ชัชเอง ตอนผมทำเพลงก็มีมาตีกลองให้นะ ส่วนแข่งรถหลังๆ แกไม่ค่อยมาแล้ว เพราะมันอันตรายอยู่เกิดเดี้ยงขึ้นมา ไปตีกลองจะลำบาก (หัวเราะ)

เมื่อทุกคนเติบโต
เอ็ม : ผมรู้สึกตั้งแต่สมัยเริ่มแรกแล้วนะวง ETC., นิว จิ๋ว หรือใครก็ตาม ทุกคนมีฝีมือหมด รอแค่จังหวะและโอกาส หรือแม้แต่พี่หั่งเอง ผมเห็นตั้งแต่เขาทำเบื้องหลัง จนวันนี้มาเบื้องหน้า ทุกอย่างมันเกิดจากฝีมือ เราเห็นอยู่แล้วว่าทุกคนมีฝีมือ รอแต่จังหวะและโอกาสเท่านั้นเอง
เหตุผลสำคัญของการกลับมา
เอ็ม : ก็เราเห็นเพื่อนๆ ศิลปินยุคเรา ยุคก่อนเรา ยุค 90’s กลับมามีคอนเสิร์ต กลับมาทำเพลง เราก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าเราน่าจะกลับมาบ้าง แล้วพอเราห่างหายไปนาน ระหว่างที่หายไปเราเจอแฟนเพลงตลอด แฟนเพลงทักทายเรา ถามเราว่าเมื่อไหร่จะมีเพลงอีก เราก็เริ่มรู้สึกว่าเออ เราไม่อยากทิ้งพวกเขา เราอยากร้องเพลงในแบบที่เป็นตัวเราให้เขาฟัง เป็นเพื่อนกันไปตลอดแบบนี้ อย่างเพลงนี้เองถ้าถามว่าผมคาดหวังไหม ก็ 9 ปี จะบอกว่าไม่คาดหวังอะไรเลยก็คงโม้ไปหน่อย (หัวเราะ) แต่สำคัญที่สุดเราแค่อยากทำตรงนี้ให้เต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมคิดในการทำงานเสมอ
ข้อคิดจาก เอ็ม อรรถพล
เอ็ม : เด็กรุ่นใหม่ๆ เก่งเยอะ แต่สิ่งที่ขาดบางทีคือคาแร็กเตอร์ ความเป็นตัวของตัวเอง หรือบางทีความเป็นตัวของตัวเองที่เราคิดว่าใช่ มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องเปิดใจฟังสิ่งที่คนอื่นคอมเมนต์ บางทีคอมเมนต์บางคนเราอาจจะไม่ชอบ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องจริง เราอาจจะต้องรับฟังไว้ แล้วเอามาปรับปรุงกับตัวเอง ศิลปินทุกคนต้องปรับปรุงตัวเองตลอด แล้วก็ต้องปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ให้ได้ ถ้าทุกคนมีทัศนคติที่ดีจะต่อยอด แล้วก้าวไปไกลได้



































