คำว่า “ลิขสิทธิ์” สำหรับคนที่มีอาชีพทางดนตรี หลายคนมักจะมองข้ามว่าเป็นเรื่องไกลตัว การโฟกัสในเรื่องรายได้ การหาเลี้ยงชีพโดยใช้เสียงเพลง แค่นี้ก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งนี้ มันสำคัญถึงขนาดชี้เป็น ชี้ตายในอาชีพคุณได้เลย ไม่ใช่แค่นักดนตรี ผู้ประกอบการในธุรกิจดนตรี แฟนเพลงเองก็เถอะ การรู้เท่าทันในเรื่องนี้จะทำให้ไม่ถูกหลอก และ ไม่หลอกตัวเองด้วย เราคงเคยเห็นข่าวดราม่าเรื่องลิขสิทธิ์เพลงอยู่บ่อยๆ โดยที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น การขาดความเข้าใจ ทำให้เราไปซัพพอร์ตในสิ่งที่ผิด ซึ่งครั้งนี้ เราได้รับเกียรติจากตัวแทนจาก MCT บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด CEO ก้อ ณฐพล ศรีจอมขวัญ มือเบสขวัญใจพวกเราจาก Groove Riders พี่นิด สิริญา บุญญาธิการ General Manager และพี่เอ๊ะ พงศ์จักร พิษฐานพร มาให้ข้อมูลในเรื่องนี้ในแบบที่คุณเองหากได้อ่าน ก็จะรู้เบิกเนตรได้เลย เพราะเรื่องลิขสิทธิ์มันอยู่ใกล้ตัว สละเวลาอ่านสักนิด ชีวิตจะมีความสุข
MCT เกิดขึ้นได้อย่างไร วัตถุประสงค์ของการทำบริษัท
ก้อ : MCT (ชื่อทางการคือ บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด) เราถูกตั้งขึ้นมาพร้อม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ประเทศไทยซึ่งมีขึ้นเมื่อ 31 ปีที่แล้ว MCT ถูกตั้งขึ้นมาพร้อมกันโดยครูเพลง ศิลปินแห่งชาติทั้งหลาย เพราะฉะนั้นก่อนหน้า 31 ปีที่ผ่านมา บ้านเราไม่เคยจัดเก็บลิขสิทธิ์เลย เราถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเรื่องนี้ แน่นอนว่าช่วงแรกมันลำบาก อยู่ๆ ใครจะมาจ่ายเงินตรงนี้ แต่เราก็มาลงตัวในช่วงยุคนี้
แนวทางการทำงานของ MCT เป็นอย่างไร
ก้อ : เราเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร จริงๆ ไม่ได้อยากจัดเป็นรูปแบบบริษัท เราอยากจะทำในแบบองค์กร มูลนิธิ แต่พอมันมีเรื่องของการจัดเก็บรายได้ คืนให้นักแต่งเพลง ก็เลยต้องทำเป็นรูปแบบบริษัท ซึ่งจากที่บอกไปเราทำเรื่องนี้จะว่าช้าก็ได้
นิด : องค์กรที่นานที่สุดคือฝรั่งเศส มีมาแล้วเกิน 100 ปีเป็นองค์กรแรกของโลก อเมริกา 101 ปี ญี่ปุ่นเกือบ 90 ปี เกาหลี 60 ปี ฟิลิปปินส์ 60 ปี อินโดนีเซียก็ก่อนเรา ซึ่งเรามาทีหลังเป็นองค์กรน้องใหม่เลย
ก้อ : แนวทางการทำงานคือ เราเป็นบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์ทางด้าน “ดนตรีกรรม” ก็คือเรื่องของเนื้อร้อง ทำนอง ดังนั้น คนที่เป็นสมาชิกของเราก็คือคนที่แต่งเนื้อร้อง กับทำนอง เราจัดเก็บลิขสิทธิ์ให้นักแต่งเพลงเป็นหลัก ลิขสิทธิ์งานเพลงประกอบด้วย 2 ประเภทด้วยกัน 1. คือดนตรีกรรม เนื้อร้อง ทำนอง นี่เป็นสิ่งที่เราจัดเก็บ แบบที่ 2 คือสิ่งบันทึกเสียงที่เราเรียกว่า สิทธิ Master จัดเก็บโดย บริษัท Phonorights (บริษัท โฟโนไรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด.) ซึ่งเป็นการรวมตัวของค่ายเพลงต่างๆ สำหรับ MCT ของเราเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และเราเป็นสมาชิกขององค์กรแม่ระดับนานาชาติ ที่ชื่อว่า CISAC บ้านเรามีบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์ถึง 30 องค์กร แต่ของเราเป็นองค์กรเดียวที่ไม่แสวงหาผลกำไร และเป็นสมาชิกของ CISAC ซึ่งหมายความว่า พวกเราบริหารงานในแบบสากล ไม่ใช่จะไปเก็บใครก็ได้ ทุกอย่างต้องชัดเจน ตามหลักเกณฑ์ขององค์กรแม่ที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก ดังนั้นต้องบอกว่า ถ้าคุณเป็นนักแต่งเพลงที่มีผลงานออกสู่สาธารณชนเริ่มจะมีรายได้ อันนี้สำคัญที่น่าจะต้องมาเป็นสมาชิกของ MCT เพราะเราจะจัดการดูแลผลประโยชน์ให้ แล้วหน้าที่ของเราคือจัดเก็บรายได้ตรงนี้ของสมาชิกเรา กลับคืนมาให้ได้มากที่สุด และเร็วที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เราไม่มีค่าสมาชิก ไม่มีสัญญาผูกพัน อยากจะเลิกก็ทำได้เลย
นิด : การทำงานเรามี 2 ส่วนด้วยกันคือ Digital กับ Non Digital ซึ่งก็คือเก็บตามร้านอาหาร ตามผับ ตรงนี้เราให้ทีมงานที่เป็นการร่วมมือกันของ MCT กับ Phonorights ซึ่งเป็นองค์กรค่ายเพลง เก็บผ่านอีกองค์กรนึงที่ชื่อว่า MPC Music ส่วนสำคัญที่สุดคือเรื่องของสมาชิก ที่เราต้องประชาสัมพันธ์และจดเก็บรายได้ให้ถึงนักแต่งเพลงทุกท่าน ซึ่งหลายคนเพิ่งมารู้จัก 2-3 ปีนี้เอง
ก้อ : เพราะฉะนั้น Vision ของเราคือการ “จัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ และคืนให้ผู้เป็นสมาชิก” และ Vision ที่ 2 ของเราคือการให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์ ให้กับสมาชิกและสาธารณชนด้วย จะได้เข้าใจว่าที่มา ที่ไปเป็นยังไง เราอยากให้คนเข้าใจว่าการเก็บค่าลิขสิทธิ์ในการใช้เพลง มันสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้อย่างไร มันสร้างเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้นักแต่งเพลงอย่างมหาศาลและถูกต้อง อย่างที่ควรจะเป็นด้วย และทำให้อาชีพนักแต่งเพลงอยู่ได้อย่างยั่งยืน
อะไรคือ สิ่งเราควรรู้ที่สุดเกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์ดนตรี ในเบื้องต้น
นิด : เบื้องต้นคุณต้องรู้จัก 2 อย่างที่เราบอกไปคือ 1 ดนตรีกรรม เนื้อร้อง ทำนอง 2. งาน Master เพลงที่บันทึกแล้ว ต่อไปเราต้องรู้ว่า แต่ละงาน “มีสิทธิอะไรบ้าง” งานดนตรีกรรมสิทธิหลักๆ 4 อย่าง 1.สิทธิในการเผยแพร่สู่สาธารณชน เพลงที่เปิดในร้านอาหาร ใน Youtube ช่องทางต่างๆ 2.สิทธิทำซ้ำ อย่างสมัยก่อนการผลิตซีดี ก็คือสิทธิทำซ้ำ ในสมัยก่อน สมัยนี้ในรูปแบบ Digital การที่ Platform ต่างๆ นำเพลงไปดาวน์โหลดลง Server มันมีการทำซ้ำเกิดชึ้น อันนี้คือสิทธิทำซ้ำ หรืออย่างการ Cover ก็เป็นสิทธิทำซ้ำประเภทนึง เกิดเป็นเวอร์ชั่นใหม่ 3.เวลาที่เอาเพลงไปใส่ใน โฆษณา ภาพยนตร์ จะเรียกว่า Synchronization การเอาเพลงไปประกอบภาพยนตร์ ประกอบโฆษณา 4.สิทธิดัดแปลง สมมติว่าเกาหลีมาฟังเพลงของเรา แล้วเอามาดัดแปลงทำนองเป็นเนื้อเกาหลี หรือดัดทำนองในแบบของเขา ก็จะเป็นสิทธิอีกประเภทหนึ่ง เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญคือต้องรู้ว่า งานอะไร เป็นสิทธิอะไร
ก้อ : อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่คนในวงการต้องรู้ ซึ่งมันก็ยากเหมือนกัน ที่เราพยายามจะทำให้คนเข้าใจ หรือหันมาฟัง นี่เป็นสิ่งที่เราพยายามทำความเข้าใจ ความเข้าใจตรงนี้จะทำให้เราแก้ไขลิขสิทธิ์ต่างๆ ได้ เราเลยอยากพยายามทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ยิ่งยุคนี้ที่มีศิลปิน นักแต่งเพลงอิสระ เราก็อยากให้ทำความเข้าใจ และหาความรู้เรื่องลิขสิทธิ์เบื้องต้นสักหน่อย จะได้มีความเข้าใจและได้รู้ว่าเขาจะมีรายได้แบบไหน มีสิทธิอะไรบ้างในงาน และ ควรจะทำอะไรบ้างในงานของเค้า เพื่อจะมีรายได้แบบยั่งยืน
นิด : ยกตัวอย่างมีศิลปินมาหาเราแล้วก็เพิ่งรู้ว่านอกจากรายได้จากค่ายเพลงแล้ว ก็สามารถจัดเก็บรายได้จาก Youtube ได้เหมือนกัน

มาตรฐานของการแบ่งรายได้เช่น คนเขียนเนื้อเพลง คนทำเพลง มีค่ากลางหรือเปล่า เรากำหนดได้หรือไม่
นิด : อันนี้ยกตัวอย่างสมมติเราเซ็นสัญญากับ Youtube เขาจะมีอัตราว่าเขาจะแบ่งเราเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ สมมติรับมา 100 เราจะหักค่าใช้จ่าย ไว้ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้หลายๆ ที่ก็ทำกัน ตอนนี้อยู่ประมาณนี้ แล้วเราก็คืนให้นักแต่งเพลง 90 เปอร์เซ็นต์ คราวนี้ ถ้ามีคนแต่งเนื้อ ทำนอง 2 คน ก็หาร 2 หรือถ้าตกลงสมมติเป็น คนนึง 70 อีกคนเอา 30 ก็แล้วแต่กรณี แต่ถ้าเป็นมาตรฐานก็จะเป็นเนื้อร้อง 50 ทำนอง 50 หัก 10 เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้เท่ากับคนละ 45 ซึ่งอันนี้แล้วแต่กำหนดได้
ก้อ : ส่วนถ้าเป็นรายได้จาก Platform ไม่ว่าจะช่องทางไหนจะเป็น International Standard หมุน 1 ครั้งได้เท่าไหร่ จะถูกกำหนด ไว้เลยเราไม่ได้มาตั้งค่ากำหนดเอง แล้วแบ่งกลับไปก็อยู่ที่สัญญาของแต่ละคน ว่าจะแบ่งยังไง แต่ในส่วนของเราเราจะจัดเก็บใน Standard Rate ที่ถูกต้องอยู่แล้ว คือที่เห็นเป็นปัญหาแบ่งกันไม่ลงตัวส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องส่วนตัวแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับทางเรา ถ้าพูดแบบตรงๆ เราเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรก็จริง แต่เราก็มีค่าดำเนินการ ค่าแอร์ ค่าต่างๆ เหมือนกัน ซึ่งเราหักออกน้อยมากๆ เลยนะ
อย่างที่เราเห็นในข่าวในหลายกรณี อย่างปัญหาของศิลปินเอาเพลงไปเล่นไม่ได้เพราะติดลิขสิทธิ์จนมีปัญหากับค่ายเพลง ปัญหานี้เกิดจากเหตุผลใดได้บ้าง / แล้วมีแนวทางแก้ไขยังไง
ก้อ : มันมีหลายเหตุผลนะ ผมพูดกว้างๆ เพราะแต่ละเคสไม่เหมือนกัน เหตุผลแรกคือศิลปิน อาจจะไม่ใช่เจ้าของเพลง หมายถึงศิลปินที่ร้องไม่ได้เป็นคนแต่งเพลง เพราะฉะนั้นเพลงจะไม่ใช่ของเขา ดังนั้นเขาต้องไปขอเจ้าของเพลงก่อน อันนี้เป็น 1 กรณี แบบที่ 2 ศิลปินเป็นคนแต่งเพลง แต่ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตอนเที่เซ็นสัญญากับค่าย “ไปเซ็นยินยอมมอบสิทธิในเพลงให้กับค่าย 100 เปอร์เซ็นต์” โดยที่ตัวเองไม่มีสิทธิเหลือแล้ว ดังนั้นเพลงที่ตัวเองแต่งเป็นของค่ายไปแล้ว คราวนี้ก็เลยร้องเพลงตัวเองไม่ได้ นี่แหล่ะคือปัญหาที่เกิดจากความไม่รู้ และไม่เข้าใจว่า เราควรจะจัดการกับผลงานของเราอย่างไร ถ้าเรารู้ว่าผลงานของเราเป็นสิทธิของเรา เราจะไม่เซ็นสัญญามั่วซั่วแบบนั้น เราควรจะเซ็นว่าผมอนุญาตให้คุณใช้เพลงนี้ได้ แต่สิทธิเป็นของผมนะ แล้วคุณต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ผมในฐานะคนแต่งเพลง ก็จะร้องเพลงตัวเองได้ตลอดไป นี่แหละคือสิ่งที่เราพยายาม ให้ทุกคนได้เข้าใจ ซึ่งคุณจะเรียกร้องกลับมาก็ได้ แต่ก็ต้องแล้วแต่ศาลนะ (หัวเราะ) มันก็เป็นเรื่องเศร้าเรื่องนึงเลยที่เห็นอยู่บ่อยๆ และนี่คือเหตุผลนึงที่ผมตัดสินใจมาทำตรงนี้เพราะอยากเห็นเรื่องนี้ให้น้อยที่สุด
เคยได้ยินว่า ลิขสิทธิ์เพลงมีหมดอายุ เราจะทราบได้อย่างไรว่าเพลงไหน ลิขสิทธิ์เพลงหมดอายุ แล้วสามารถต่ออายุได้หรือเปล่า
ก้อ : ประเทศไทยมี พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์เขียนไว้ชัดเจนว่า เนื้อร้อง ทำนอง ดนตรีกรรม จะคุ้มครองให้เจ้าของ คนแต่งเพลงยาวไปจนกว่าคนๆ นั้นจะเสียชีวิต และหลังจากนั้น บวกไปอีก 50 ปี ลิขสิทธิ์จะไปตกที่ทายาทของคนๆ นั้น หลังจากนั้นถึงจะเป็นของสาธารณชนไป ซึ่งถ้ามีคนแต่ง 5 คน ก็รอจนกว่าคนแต่งคนสุดท้ายจะเสียชีวิต (หัวเราะ) ซึ่งอันนี้ดีนะ มันเป็นการคุ้มครองให้เจ้าของสิทธิจริงๆ

เคยได้ยินศิลปินประกาศว่า เอาเพลงไปเล่นได้ใม่เก็บค่าลิขสิทธิ์ แต่หลายงานพอเอาไปเล่นจริง โดนเก็บค่าลิขสิทธิ์ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น
ก้อ : อันนี้แล้วแต่เคส แต่ขอพูดแบบกว้างๆ คนที่บอกว่า เอาเพลงไปเล่นได้เลย ผมไม่เก็บ ต้องถามว่าเขาเป็นเจ้าของสิทธิจริงหรือเปล่า เขาเป็นนักแต่งเพลง จริง แต่สิทธิอยู่ที่เขาหรือเปล่า เพราะบางทีเขาอาจจะไม่รู้ว่าตัวเองไม่ใช่เจ้าของสิทธิเพราะไปเซ็นสัญญามอบสิทธิไปแล้ว โดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว ก็เป็นไปได้ พอคนเอาไปเล่น แล้วบริษัท A ไปเก็บเขาก็ทำได้ เพราะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นคำพูดนี้จะไม่มีประโยชน์ถ้าเขาไม่ได้เป็นเจ้าของสิทธิ แต่ถ้าเป็นเจ้าของสิทธิตามกฎหมาย ก็ทำได้เลยเป็นสิทธิของเขา เพราะฉะนั้น ก่อนจะเชื่อคำพูดนี้ ไปเช็กดีๆ ว่าเขาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จริงไหม
นักดนตรีที่ทำงานผับ / นักดนตรี Event คนทำงานตรงนี้ ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ด้วยหรือเปล่า
ก้อ : มันต้องถามว่าเป็นหน้าที่ของใครที่ต้องจ่ายลิขสิทธิ์ ยกตัวอย่าง ถ้านักดนตรีได้รับการว่าจ้างให้ไปเล่นในร้านอาหารร้านนึง ผู้ว่าจ้าง เจ้าของสถานที่ ที่จ้างนักดนตรีไปเล่น เป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการจ่าย ไม่ใช่นักดนตรีที่ถูกว่าจ้างในการเล่น
นิด : ว่ากันจริงๆ เจ้าของร้านอาหารรู้ว่าต้องจ่ายตรงนี้ แต่ก็ไม่อยากเป็นภาระ ก็จะบอกให้คนร้องต้องรับผิดชอบเอง ประเทศไทยเป็นประเทศนึงที่ดันมีเรื่องแบบนี้ ที่ผู้จัดงาน เจ้าของ บาร์ ร้านอาหาร ผลักภาระ ให้นักดนตรีซะอย่างนั้น นักร้องจึงต้องไปซื้อใบอนุญาตจากค่ายต่างๆ เพื่อการร้องเพลง ซึ่งจุดนึงเพราะบ้านเรา มีองค์กรจัดเก็บ 30 องค์กร ถ้ามีองค์กรเดียวก็จะง่าย แต่พอเป็นแบบนี้ ร้านอาหารต้องจ่ายให้ใครบ้างก็ไม่รู้
ก้อ : ซึ่งเป็นปัญหานึงที่บ้านเราเจออยู่ เจอกันมา 30 ปี ปัญหา คือเราไม่มีกฎหมายในการ “ควบคุมองค์กรในการจัดเก็บลิขสิทธิ์” ให้มันถูกต้อง ในต่างประเทศจะไม่มีปัญหานี้เพราะส่วนมากเขามีองค์กรเดียว สมมติเขาเปิดร้านก็จ่ายทีเดียว ร้านเปิดได้ นักดนตรีก็เล่นได้ แต่บ้านเราคือ ถ้าจะให้ถูกกฎหมาย เราต้องมาจ่ายให้ 30 คน มันไม่ Make Sense แล้ววันดี คืนดี เจ้าของลิขสิทธิ์มา ก็ต้องจ่ายให้ พรุ่งนี้เปิดอีกเพลง อ้าว อีกคนมาเก็บ แต่กูจ่ายไปแล้ว ไม่จบ 30 คน มันถูกต้องไหมล่ะ เพราะฉะนั้นเราถึงอยากภาครัฐมามีส่วนในการช่วยรับผิดชอบ ชอบธรรม ทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งจุดนี้แหล่ะที่ทำให้คนสับสน ให้พูดแบบตรงๆ เลยนะ ปัญหานี้มันแก้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยขอให้ลดลงเหลือสัก 3 องค์กร แค่นี้ก็ลดปัญหาลงได้เยอะแล้ว
นิด : อีกปัญหาคือ บางทีองค์กรนั้นมีแค่ 20 เพลง ที่เก็บค่าลิขสิทธิ์ได้ ก็ตั้งเป็นองค์กรได้แล้ว
ก้อ : ซึ่งมันเป็นปัญหาที่ต้องแก้เป็นกฎหมายเลย ปัญหามันเต็มไปหมด
นิด : เอาจริงๆ อย่างเจ้าของธุรกิจ เช่น ร้านกาแฟ ไม่เกิน 60 ที่นั่งก็ 5,000 บาทต่อปี เดือนนึงไม่ถึง 500
อย่างการ Cover เพลงลงโซเขียล เราต้องเสียค่าลิขสิทธิ์หรือเปล่า
นิด : ก็อยู่ที่ Cover นั่นเป็นเชิงพาณิชย์หรือไม่ ถ้าเป็นค่ายเพลงก็จะเป็นการสร้างรายได้ อันนี้ ต้องจ่ายให้เจ้าของลิขสิทธิ์อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นบุคคลทั่วไป เราร้องเพลง ลงโซเขียล โดยทั่วไปก็ไม่ต้อง แต่ถ้าเพื่อความชัวร์ก็โทรมาหาเรา แล้วเราก็จะบอกว่าให้ลองไปปรึกษาเจ้านี้ดู เขาจะมาดูเองว่าเป็น Commercial หรือ Non Commercial
การทำเพลง Cover แต่ไม่เหมือนต้นฉบับ เรียบเรียงใหม่ เราจะถือว่าเวอร์ชั่นนี้เป็นลิขสิทธิ์ของเราได้ไหม
ก้อ : ยังไงเนื้อร้อง ทำนอง ก็ไม่ใช่ของคุณอยู่ดี เพราะเอามาดัดแปลง ก็จะมาเคลมเป็นของคุณไม่ได้ หรือถ้าจะเอาไปดัดแปลงเนื้อร้อง อันนี้ยิ่งต้องมาขอ สิทธิดัดแปลง ถ้าเจาะลงไปอย่างใน Hip Hop เขาจะมีคัลเจอร์ Mix Tape ที่มีดนตรี Original เป็น Sampler อันนี้ตอนมาใหม่ๆ ที่เมืองนอกก็มีปัญหามากนะ แต่ตอนนี้ทุกอย่างเคลียร์แล้ว คือต้องมาดูว่า Sampler มีสิทธิอะไรอยู่ในนั้นบ้าง ใน Sampler นั้นจะมีสิทธิของ เนื้อทำนอง และ สิทธิ มาสเตอร์ เพราะฉะนั้นเขาต้องแบ่งรายได้ ให้ทั้ง 2 สิทธินั้นด้วย เอาแบบนี้ดีกว่า ผมให้แนวทางง่ายๆ ว่า อะไรที่ไม่ใช่ของๆ คุณ ถ้าจะเอาไปใช้ต้องขอเจ้าของก่อน เท่านั้นเลย ดังนั้นถ้าน้องๆ ในไทยที่ทำ Mix Tape แล้วบอกว่าฝรั่งก็ทำ อันนั้นเขาขอลิขสิทธิ์ไปเรียบร้อยหมดแล้ว
เราจะสามารถตรวจสอบคนที่แอบแฝงมาเก็บลิขสิทธิ์ แบบผิดกฎหมายในเบื้องต้นได้ยังไง มีคำถามอะไรที่จะสามารถตรวจสอบได้บ้างหรือเปล่า หรือถ้ามีการโชว์เอกสาร เราควรตรวจตรงจุดไหน
ก้อ : นี่ล่ะคือปัญหาที่ประเทศไทยมี เกิดจากการมี 30 องค์กร เราคงเคยได้ยิน มาเฟียเก็บลิขสิทธิ์ ที่มาเก็บแล้วดันบอกอีกว่า ผมเก็บแล้ว ไม่ต้องให้คนอื่น มันเป็นปัญหาเพราะมันเช็คไม่ได้
นิด : แต่ถ้าเป็นของเราเช็กได้เลย เราจะมีทีมงานของเราชื่อ MPC ตามภูมิภาคคอยจัดเก็บและเงินจะถูกโอนเข้าไปที่บัญชีของ MPC เท่านั้น ไม่ได้โอนเข้าบัญชีบุคคลทั่วไป มี QR Code มีบัตรพนักงานชัดเจน
ก้อ : จะไม่มีมาแบบพี่โอนให้ผมก่อน เดี๋ยวผมค่อยโอนให้บริษัทอันนี้ไม่ได้ ผิดทันที
ฝากถึงทุกคน เกี่ยวกับความรู้เรื่องลิขสิทธิ์
นิด : ขอตอบในนามภาคธุรกิจที่มีการใช้เพลง ก็ต้องบอกว่า ในธุรกิจการนำเพลงไปใช้ Concert Organizer ร้านอาหาร Pub Bars ก็อยากให้เข้าใจเรานิดนึงว่าเวลาเราไปเก็บลิขสิทธิ์ เราไม่ได้เก็บเยอะ มันเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่น้อยมากๆ ที่เราเอาตรงนี้กลับไปคืนนักแต่งเพลง
ก้อ : เรื่องลิขสิทธิ์เป็นสิ่งสำคัญที่จะผลักดัน Economy ของประเทศ ผลักดันอุตสาหกรรมดนตรี ให้ไปต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าเราสามารถที่จะใช้ และบริหารมันได้อย่างถูกต้องอย่างที่มันควรจจะเป็นซึ่งเป็นสิ่งที่ MCT พยายามที่จะทำ มันจะทำให้เกิดประโยชน์กับทุกคน จุดนี้ทำให้ MCT เกิดขึ้น ซึ่งเราอยากให้ MCT สร้างประโยชน์ให้ทุกคนจากรุ่นสู่รุ่น ตรงนี้สำคัญ และอยากให้ทุกคนในวงการเพลงเห็นความสำคัญ และเราต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องนี้ เพราะสิ่งนี้จะนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องว่าควรจะทำอะไรในสิ่งที่เรามี สิ่งนี้จะทำให้คุณมีรายได้ตลอดชีวิต ผมกล้ายืนยัน




































